แผนยึดครองประเทศของชนมุสลิม ฉบับพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในไฟล์เสียง

แผนยึดครองประเทศของชนมุสลิม ฉบับพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในไฟล์เสียง

ปรับขนาดตัวอักษร :

بسم الله الرحمن الرحيم
  الحمدلله الذى يخرج الناس من الظلمات إلى النوروالهدى
والصلاةوالسلام على رسول الله محمد المصطفى وعلى آله ومن مالاه أمابعد

บทความนี้เป็นบทความที่ 3 ซึ่งผู้เขียนจะได้แก้และไขความประดาถ้อยคำที่พระภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวแก่สาธุชนผู้ร่วมสดับรับฟังถึงแผนการอุบาทว์ในการยึดครองประเทศไทยโดยอ้างว่า ชาวมุสลิมในประเทศไทยได้ร่วมมือกับชาวมุสลิมต่างชาติในการดำเนินการและขับเคลื่อนแผนการอุบาทว์ดังกล่าว ถ้อยคำที่พระภิกษุรูปนี้ได้กล่าวเอาไว้สตรีผู้เป็นศิษย์ของผู้เขียนได้รับเอาเป็นธุระในการแกะคำพูดที่มีอยู่ในไฟล์เสียงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับ 2 บทความแรก

แต่สำหรับไฟล์เสียงนี้มีเวลานานที่สุดและมีเนื้อหาลงรายละเอียดมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะซ้ำกับเนื้อหาที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ 2 ชุดแรกก็ตาม และธุระที่เธอผู้เป็นศิษย์ได้กระทำด้วยความเพียรนี้ ขอพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้ทรงอภิบาลได้โปรดประทานคุณงามความดีอันหาที่สุดมิได้แก่เธอผู้เป็นศิษย์ด้วยเทอญ


เมื่ออ่านดูลายลักษณ์อักษรที่ถอดความมาจากเสียงในไฟล์นี้ซึ่งแพร่อยู่ในอินเตอร์เน็ตก็พอจะคาดหมายได้ว่า พระภิกษุรูปนี้คงรับนิมนต์จากญาติโยมให้มาบรรยายในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะไม่มีอรัมภบทใดๆ ให้ยืดยาวเสียเวลา จบคำว่า “เจริญพรญาติโยมทุกท่าน” ก็เข้าเรื่องทันทีในฉับพลัน อัดข้อมูลกันแน่นเอียดเลยที่เดียว จึงขอเริ่มถ่ายทอดและแก้ความกันเลยดีกว่า จะรอช้าอยู่ใย!


ไฟล์เสียง >>http://www.4shared.com/audio/BkF_gO88/

คำพระจากไฟล์เสียงและข้อเท็จจริง 1

“ความจริงแล้วแผนการที่เขาจะยึดเมืองไทยเขาตั้งเป้าเอาไว้ว่าประมาณ 40 ปี แต่พอเวลาเขาปฏิบัติได้เป็นการชักศึกเข้าบ้านเอาคนของเขามาปฏิวัติ เขาก็ลดเหลือ 20 ปี พอเราไปเดินประท้วงเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เขาไม่ให้ซะอย่างคนไทยเราก็ยังเฉย ปัจจุบันเขาเลยตั้งเป้าไว้เหลือแค่ 10 ปี”


ไขความและแก้ต่าง

กระผมเพิ่งทราบความจริงก็เมื่อได้ฟังคำของพระภิกษุรูปนี้ว่า แผนการยึดครองประเทศไทยนี้มีมานานแล้ว คือต้องย้อนเวลากลับไปมากกว่า 40 ปีที่ผ่านมาเพราะถ้าจะกำหนดแผนระยะ 40 ปี แสดงว่าคิดแผนการนี้มาก่อนหน้านั้นแล้ว 40 ปีก่อนหน้านี้กระผมยังไม่เกิดจึงไม่อาจจะยืนยันได้ว่า คนรุ่นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นมุสลิมในเมืองไทย ท่านจึงได้มีหัวทางก้าวหน้าขนาดนั้น ทั้งๆ ที่สมัยนั้นมุสลิมในกรุงเทพฯ ยังทำนา เลี้ยงควายเป็นกระดูกสันหลังของชาติกันอยู่เลย


พี่ๆ ของกระผมซึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่มาก เล่าให้ฟังว่า ในหมู่บ้านของเรา (เขตสวนหลวง-คลองตัน) มีโทรทัศน์ขาวดำอยู่ที่บ้านหมอเหล็งปากซอยสุเหร่าในทุกวันนี้ กับที่บ้านฮัจยีอิรฟาน ฮัจยะฮฺแฉล้ม อีก 1 เครื่อง จะดูหนังขาวดำรุ่นมิตรกับเพชราก็ต้องไปขอเขาดู ยืนออกันหน้าสลอน ที่บ้านกี (ปู่) ของกระผมมีวิทยุรุ่นโบราณที่ใช้ถ่านไฟฉายตรากบเป็นกระบะอยู่เครื่องเดียว ไฟฟ้าก็ยังมีไม่ทั่วถึง ถนนพัฒนาการก็เพิ่งจะตัดผ่าน หลายที่ยังทำนากันอยู่ ก็เลิกนาก็ทำสวน ขุดบ่อเลี้ยงปลา ผู้คนสมัยนั้นจะตั้งนาฬิกาที่สุเหร่าก็ต้องลงเรือไปคลองตัน จากคลองตันก็เข้าไปในตัวพระนครที่นั่นมีหอนาฬิกาอยู่


คุณแม่ (มะอฺ) ของกระผมจะไปบ้านแชร์ที่หัวหมากใหญ่ (ถ.ศรีนครินทร์) ก็ต้องเดินลุยทุ่งกระเตงลูกคน จูงคน เมื่อตอนผมจำความได้ นาที่บ้านเพิ่งจะเลิก หลุมแปลงควายยังมีให้เห็นอยู่หลายหลุม เรื่องน้ำประปาไม่ต้องงพูดถึง โทรศัพท์ก็ไม่ต้องคิดว่าจะมี นั่นนะเมื่อก่อน 40 ปีนะ ยังไม่เลยเวลาไปจากนั้น ก็ยังนึกไม่ออกว่า คนผู้ใหญ่รุ่นนั้นเขาคิดการใหญ่แบบพวกเสรีไทยได้อย่างไรกัน! เรียนหนังสือไทยจบแค่ ป.4 โรงเรียนเทศบาลสมัยนั้นก็หายากเต็มที


ไม่นึกไม่ฝันว่าคนรุ่นนั้นซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับไอ้ขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิจะหัวก้าวหน้าถึงขั้นหมายจะยึดครองประเทศไทยกันตั้งแต่ยังต้องแจวเรือและขี่ควายกันอยู่ นึกออกได้ว่า 40 ปีที่แล้วพวกที่คิดการใหญ่จะยึดครองประเทศไทยและเปลี่ยนระบอบการปกครองจากประชาธิปไตยเป็นสังคมนิยมก็เห็นจะมีแต่พวกคอมมิวนิสต์กระมัง ไม่นึกว่าจะมีมุสลิมรุ่นนั้นเอากับเขาด้วย เพิ่งมารู้ความจริงก็เมื่อได้ฟังพระภิกษุรูปนี้ท่านว่านั่นแล และยุค 40 ปีที่แล้วก็มีเรื่องอยู่ 2 อย่างคือ ยุคอันธพาลครองเมืองกับยุคนิยมปฏิวัติของบรรดาจอมพลทั้งหลาย และก็บรรดานายทหารรุ่นหลัง


เอ๊ะ! รึว่าที่พระท่านกล่าวถึงจะหมายความถึงกบฏนายสิบ ที่มีมุสลิมร่วมอยู่คนนึง แล้วก็ถูกตัดสินประหารชีวิต อันนี้ก็ไม่แน่ชัดอยู่ดีเพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือนายทหารที่เป็นผู้สั่งการอีกที ส่วนการปฏิวัติล่าสุดที่ผ่านมาคือในปี พ.ศ. 2549 โดย ค.ม.ช. นี้ก็เป็นแผนการของมุสลิมอีกเช่นกันเพราะท่านว่าอย่างนั้น พอปฏิวัติได้ก็ลดเหลือ 20 ปี สำหรับระยะเวลาของแผนอุบาทว์ แสดงว่าพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน นี่เป็นหมากที่คนมุสลิมรุ่น 40 ปี เขาวางเอาไว้


ก็น่าแปลกในเมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้ว ตัวประธาน ค.ม.ช. ซึ่งเป็นมุสลิมก็ได้ชื่อว่าเป็น องค์อธิปัตย์ ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ 2 อย่าง คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เหลือเอาไว้เพียงหนึ่งอย่างคือ คือฝ่ายตุลาการ เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่และมีอำนาจในแผ่นดิน แล้วเหตุไฉนต้องกำหนดเวลายึดครองประเทศให้ยืดยาวออกไปอีก 20 ปี ในเมื่อยึดครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จแล้ว และถ้ามีอำนาจอยู่ในมือแล้วทำไมไม่จัดการเสียเลย ณ เวลานั้น เหตุไฉนจึงต้องตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ทำหน้าที่ออกกฎหมายแทน ทั้งๆ ที่คณะปฏิวัติมีอำนาจในการตรากฎหมายอยู่แล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าค้าน เพราะมีอาวุธ มีกองทัพอยู่ในมือ


มิหนำซ้ำดันไปตั้งพลเอกสุรยุทธให้มาเป็นนายกและจัดตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศเสียอีก ก็ในเมือประธาน ค.ม.ช. ผู้เป็นหัวหน้าผู้ก่อการปฏิวัติเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจล้นฟ้า จะเป็นนายกฯ เสียเองใครจะว่าอะไรได้ แล้วทำไมจึงไม่ทำเรื่องที่ว่ามาเสียเล่า คือ เปลี่ยนประเทศนี้เป็นประเทศอิสลามเสียแต่ต้นก็จะได้รู้กันไปเลยว่าแผนการที่มุสลิมวางเอาไว้และเฝ้ารอคอยตั้งกึ่งศตวรรษนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วด้วยน้ำมือผู้บัญชาการทหารบกเชื้ออสายมุสลิมที่ชื่อ พลเอกสนธิ! แต่ถ้าจะค้านว่าที่ไม่ทำเช่นนั้นเพราะเกรงว่าชาวพุทธทั้งประเทศจะไม่พอใจแล้วเกิดการลุกฮือเป็นกลียุคไป จึงต้องวางแผนให้รอบคอบรัดกุมและทำเงียบๆ


ก็ถามกลับไปว่า เวลาทหารจะทำรัฐประหารนะเขาก็ต้องทำกันเงียบๆ อยู่แล้วไม่ให้ฝ่ายที่เป็นอำนาจเก่ารู้ตัวและตั้งรับทัน แต่เมื่อกุมทุกอย่างและกระทำรัฐประหารสำเร็จพวกคณะรัฐประหารก็ต้องเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนอยู่ดี ก็แปลกและฟังดูพิกลนัก กล้าทำรัฐประหารกับรัฐบาลแต่กลัวประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจอยู่ในมือ และที่ประธาน ค.ม.ช. มอบอำนาจในมือไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ทั้งๆ ที่แผนการที่วางเอาไว้ตั้ง 40-50 ปี ซึ่งแยบยลและซับซ้อน กลับกลายเป็นความล้มเหลวและขาดความรอบคอบอย่างไม่น่าจะเป็น เพราะถ้ารอบคอบและรัดกุมก็จะต้องไม่ถ่ายโอนอำนาจในมือไปให้ผู้อื่นเพราะไม่อาจประกันความสำเร็จของแผนได้เลย


เมื่ออำนาจการบริหารและนิติบัญญัติเปลี่ยนมือไปแล้ว เรื่องที่พระท่านว่าจึงมีคำตอบและบทสรุปได้เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือหนึ่งการปฏิวัติของ ค.ม.ช. คือขั้นตอนสุดท้ายของแผนอุบาทว์ที่วางเอาไว้เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว แต่จบลงด้วยความล้มเหลวเพราะความไม่เอาไหนของหมากตัวสุดท้ายที่ไม่สามารถรุกฆาตเอาชนะหมากกระดานนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ สองก็คือ เป็นการปฏิวัติของนายทหารของเหล่าทัพที่ไม่แตกต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารในอดีตและไม่ใช่แผนการอุบาทว์ที่กล่าวเป็นตุเป็นตะนั่นเลย


ทั้งนี้ถ้าเป็นข้อสรุปที่หนึ่ง คือเป็นการปฏิวัติตามแผนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ชาวมุสลิมคิดการใหญ่หวังยึดครองประเทศนี้เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ซึ่งคนรุ่นนั้นยังทำนาและเลี้ยงควายอยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประธาน ค.ม.ช. ก็น่าจะกลับไปทำนาและเลี้ยงควายเสียดีกว่า เพราะแผนทั้งหมดล้มเหลวด้วยฝีมือของแกนั่นเอง คำของพระที่ว่าพอปฏิวัติเสร็จระยะเวลาของแผนอุบาทว์ลดเหลือ 20 ปี พอชาวพุทธเดินประท้วงเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็เลยลดเหลือแค่ 10 ปี


นั่นหมายความว่าจะเริ่มนับเวลา 10 ปีที่ว่านี้นับแต่หลังปฏิวัติสำเร็จ คือ ปี 2549 เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ตราไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 และถูกแทนด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 และการประท้วงของชาวพุทธในเรื่องจะเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จะประกาศใช้ ดังนั้นก็จะเริ่มนับเวลาของแผน 10 ปีที่ว่านี้ตั้งแต่ปี 2549 มาปี พ.ศ.นี้คือ 2553 ก็ผ่านเวลามาแล้ว 5 ปี คือจำนวนกึ่งหนึ่งของแผน 10 ปี หลือเวลาอีกแค่ 5 ปีก็จะสามารถครองประเทศนี้ได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว


ก็คงต้องรอดูกันว่าในปีพ.ศ. 2558 นี้ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศมุสลิมสมดังคำพระภิกษุรูปนี้ว่าเอาไว้หรือไม่? แค่ 5 ปีเท่านั้นพี่น้องมุสลิมทั้งหลายเราจะได้เป็นใหญ่กันเสียที พระภิกษุรูปนี้ทำนายเอาไว้แล้ว! พระท่านไม่มุสาวาทาอยู่แล้ว ช่วง 5 ปีนี้ก็คงต้องฟอร์มคณะรัฐมนตรีกันไว้แต่เนิ่นๆ ใครจะนั่งกระทรวงใด ใครจะเป็นนายก อ้อ! ไม่ใช่สิ! ต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบอิสลามด้วยถึงจะถูก ชักช้าอยู่เดี๋ยวจะไม่ทันการนะ พี่น้องงง! อัลลอฮุอักบัร!


เอ! ช้าก่อนๆ และถ้าหากว่าปี พ.ศ. 2558 ที่จะมาถึงเนี่ยะ มุสลิมก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่ฝันกลางวันนั่นเลย พวกเราจะทำยังงัยกันดีล่ะ! เพราะดันไปละเมอเพ้อพก ดันไปบ้าขี้หูตามคำทำนายของพระ! อ้าว! ก็ดันไปเชื่อพระเองนี่ จะโทษใครได้ พระท่านใบ้หวย เมื่อไปซื้อหวย หวยไม่ออก แล้วจะไปโทษใคร! รึว่าจะโทษพระดี ว่าใบ้หวยไม่แม่น ก็เลยถูกเจ้ามือกินเรียบ! กลายเป็นเรื่องโจ๊กไปในที่สุด


**บทความนี้มีทั้งหมด 14 หน้า**


คำพระจากไฟล์เสียงและข้อเท็จจริง 2

“พอเขาปฏิวัติเสร็จปุ๊บ ก็มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งมีโควต้าพิเศษให้กับเขาในการเข้าไปศึกษาโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน แต่พวกเราชาวพุทธแข่งขันกัน ของเขาไม่ต้อง และคณะที่เรียนก็มีแพทย์ พยาบาล และก็นิติฯ โดยเฉพาะเตรียมทหารก็มีโควตาไม่ต้องสอบแข่งขัน เข้าได้เลย เห็นมั้ยครับ เขาถึงบอกไม่เกิน 10 ปีนี่แหล่ะ กองทัพไทยจะเป็นกองทัพมุสลิม เพราะเขาได้วางตัวไว้หมดแล้ว...” พระสงฆ์รูปนี้ยังคงสาธยายและเปิดโปงแผนอุบาทว์นั้นต่อไป


ไขความและแก้ต่าง

ความจริงเรื่องโควตาพิเศษให้ชาวมุสลิมได้เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐนั้น มีมาก่อนหน้าการปฏิวัติทำรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อ 2549 หลายปีมาแล้ว อาจจะมีเวลาย้อนกลับไปตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วโน้นด้วยซ้ำ


เพราะพระคุณเจ้าบอกว่าแผนคิดการใหญ่นั้นเริ่มมาตั้ง 40 ปีมาแล้วมิใช่หรือ! สงสัยท่านจับเรื่องผูกโยงกันจนสับสนเสียเอง รัฐบาลในอดีตก่อนหน้ารัฐบาลคมช. เคยมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมาก่อนแล้ว ไม่ใช่พอปฏิวัติเสร็จก็มีคำสั่งเรื่องโควตานี้อย่างที่พระท่านว่า รัฐบาลทักษิณฯ เองก็มีนโยบายเช่นนี้นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อปี พ.ศ. 2547  เหมือนกัน


และที่สำคัญการกำหนดโควตาพิเศษในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบนั้นไม่ได้ทำต่อเนื่อง บางช่วงเหตุการณ์สงบดีก็ยกเลิกสิทธิโควตาพิเศษนี้ พอมีเหตุการณ์รุนแรงปะทุขึ้นก็รื้อฟื้นนโยบายนี้กลับมาใหม่ เป็นเช่นนี้มาก่อนหน้าการปฏิวัติปี 2549 หลายสิบปีเลยทีเดียว นักศึกษาที่ได้สิทธินี้ก็เฉพาะนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น มุสลิมนอกพื้นที่ไม่มีสิทธิ หากอยากจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบแข่งขันเหมือนกับชาวพุทธทั่วไปเช่นกัน


ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่โควตาพิเศษ หากแต่อยู่ที่สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มากกว่า บุคลากรครูขาดแคลนอย่างหนัก มาตรฐานการศึกษาต่ำกว่ามาตรฐาน ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม บุคลากรผู้ชำนาญการเฉพาะสาขา เช่น หมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ที่เคยอยู่ก็ขอย้ายออกจากพื้นที่ ที่กำลังศึกษาอยู่ก็ป้อนไม่ทันเพราะโควต้าพิเศษที่ว่าก็ไม่ได้มากมายอะไร รุ่นละ 20-30 คน แล้วถามว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรพระคุณเจ้าช่วยบอกทีเถอะ


และมาช่วงหลังๆ นี้ก็จะเปิดโควตารับเฉพาะสาขาที่ขาดแคลนบุคลากรจริงเท่านั้น เช่น นักศึกษาพยาบาล 3,000 คนที่เป็นโควตาของกระทรวงสาธารณสุข นักศึกษาพยาบาลที่ได้รับโควตาพิเศษให้เข้าเรียนต่อในวิทยาลัยการพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขและแพทย์พยาบาลให้การรับรองนั้นก็มีทั้งมุสลิมและพุทธ ไม่ใช่มุสลิมทั้ง 3,000 คน แต่เน้นว่าต้องเป็นคนในพื้นที่เป็นหลัก มุสลิมนอกพื้นที่จะเป็นที่กรุงเทพฯ เองก็ไม่มีสิทธิ


พระคุณเจ้าคงไม่ลืมน่ะว่า ผนการยึดครองประเทศไทยนี้มีมุสลิมโดยรวมคือมุสลิมทั่วประเทศเป็นตัวการ ไม่ใช่เฉพาะมุสลิมใน 3 จังหวัด และเรื่องโควตาพิเศษที่ว่านี้มหาวิทยาลัยมีสัดส่วนเกือบทุกมหาวิทยาลัยกำหนดเอาไว้ทั้งสิ้น ตอนหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันก็มีโควตาพิเศษให้กับนักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ซึ่งมีทั้งพุทธและมุสลิม  


ความจริงเรื่องโควตาพิเศษนี้ บางทีนักศึกษาจบม.ปลายที่เรียนไม่เก่ง เกรดไม่ถึงเขาก็รับ ขอเป็นเพียงนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียนก็แล้วกันจะได้มาสร้างชื่อเสียงด้านกีฬาให้กับมหาวิทยาลัยต่อไป เขามองกันว่าอย่างนี้ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่แต่อย่างใด มิหนำซ้ำโควตาพิเศษ “ช้างเผือก” ที่ให้กับนักกีฬานี่น่ะมากกว่าโควตาที่ให้กับมุสลิมเสียอีก


ส่วนโควตาพิเศษที่ให้เข้าเรียนแพทย์เนื่องจากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ขาดแคลนหมอนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ได้โควตาเข้าเรียนคณะแพทย์โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน จะเป็นการการันตีว่าทุกคนที่ได้สิทธิโควตาจะเรียนจบกันทุกคน ไม่ใช่ว่า 100 คน ก็จะจบทั้ง 100 คน เพราะบางคนเรียนไม่ไหว เนื่องจากพื้นไม่ดีซึ่งเป็นเรื่องปกติของโรงเรียนในชนบทที่ห่างไกลและมีปัญหาอย่างที่รู้กัน เด็กเหล่านี้มิใช่หัวกะทิเหมือนเด็กโรงเรียนเตรียมอุดม, สวนกุหลาบ, สาธิตจุฬา เหมือนอย่างในกรุง


เมื่อรัฐเปิดโอกาสให้ก็ได้เรียน ส่วนถ้าจะไปสอบแข่งขันนะหรือคงย๊ากส์ส์ส์  เด็กนักเรียนในโรงเรียนชื่อดังเอาไปกินหมดและเกินครึ่งหนึ่งก็จะมีผิวขาว ตาชั้นเดียว คือเป็นอาหมวย อาตี๋ ประเภทลูกคนมีกะตังค์ทั้งสิ้น เมื่อมาตรฐานและโอกาสทางการศึกษามันต่างกันลิบลับอย่างนี้ เด็กบ้านนอกจะมีโอกาสเรียนแพทย์ได้อย่างไร ถ้าไม่มีโควตาพิเศษ


ครั้นเมื่อได้เรียนแล้ว เรียนไม่ไหวด้วยเหตุที่ว่ามา ก็ต้องถูกรีไทร์อยู่ดี ที่จบแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นหมอได้เลย ต้องสอบใบประกอบโรคศิลป์ ที่แพทย์สภากำหนดเอาไว้อีกเช่นกัน สอบใบประกาศฯ ไม่ได้ก็เป็นแค่หมอเถื่อน! และการเรียนแพทย์ตลอดจนวิชาชีพพยาบาลนี้นั้น ก็ต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร ไม่ใช่เรียนเป็นหมอนวดแผนโบราณเสียหน่อยพระคุณเจ้า!


โควตาพิเศษนักเรียนเตรียมทหารก็เข้าอีหรอบเดียวกัน หากไม่มีโควตาที่ว่านี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เรียน เพราะต้องมีเส้นสาย ต้องเป็นเด็กฝากถึงจะมีโอกาส และถ้าจะวางแผนยึดครองกองทัพและเปลี่ยนให้เป็นกองทัพมุสลิมดังท่านว่าแล้ว ไฉนจึงกำหนดเพียงแค่โควตาพิเศษเตรียมทหารเล่า! ทำไมไม่กำหนดโควตาพิเศษนักเรียนนายร้อย จปร. นักเรียนนายร้อยทหารบกไปเสียเลย เพราะจะได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ไม่ใช่แค่นายสิบหรือเป็นทหารตำรวจแค่ชั้นประทวน แล้วเมื่อไหร่จะได้คุมกองทัพเล่า


อย่าว่าแต่ 10 ปีเลย อีก 30 ปีข้างหน้าจะมีเสธฯ ที่เป็นมุสลิมหรือเป็นระดับนายพลกี่คนก็ยังจะสุดคะเน พระคุณเจ้าพูดเหมือนไม่รู้ว่า ในวงการสีนั้น ทั้งทหารและตำรวจต้องอาศัยเส้นสาย ต้องเอาใจนาย ต้องมีผู้ใหญ่ท่านส่งเสริม บางคนเป็นนายดาบจนเกษียณก็เพราะเส้นไม่ใหญ่พอ เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยว่าแค่ได้เข้าเรียนในสถาบันทหารตำรวจแล้วจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปคุมกำลังพลแบบสะดวกโยธิน


ทหารตำรวจเขามีรุ่น มีธรรมเนียมในเรื่องปรับเลื่อนชั้นของเขา ซึ่งไม่มีใครไปคอนโทรลได้ จะมีอยู่ก็พวกเดียวคือ นักการเมืองที่คุมผ่านกลาโหม หรือนั่งอยู่ใน กตร.  โน่นแหล่ะที่ทำได้ หากจะว่าไปแล้ว กองทัพไทยทุกวันนี้ก็มีกำลังพลที่เป็นมุสลิมจำนวนไม่ใช่น้อยที่มาจากทหารเกณฑ์ แต่เมื่อรับราชการทหารครบตามที่กำหนดแล้ว ก็ไม่มีสักกี่คนหรอกที่เอาดีในวิชาชีพนี้ คือทั้งทหารตำรวจจะบอกตามตรงเลยว่าชาวมุสลิมไม่ได้นิยมเป็นทหารและตำรวจ


ยิ่งตำรวจด้วยแล้ว เดินกันคนละทางไปเลยเสียดีกว่า เพราะเมื่อเข้าวงการสีกากีนี้เมื่อใด ความเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดต่อศาสนาก็เสื่อมและเบาบางลงเมื่อนั้น จะมีข้าราชการทหารตำรวจมุสลิมเพียงไม่กี่คนหรอกที่สามารถครองตนรักษาศาสนาของตัวให้มั่นคงและมีความเจริญในหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน เรียกกันว่ามีคนประเภทนี้น้อยมาก เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งที่พระคุณเจ้าว่ามาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี กองทัพไทยจะกลายเป็นกองทัพมุสลิม ทั้งๆ ที่มุสลิมเป็นเพียงแค่กำลังพลทหารเกณฑ์กับนายทหารและนายตำรวจเพียงไม่กี่สิบคนทั้ง 4 เหล่าทัพ


และถ้าหากโยงว่าการเปลี่ยนกองทัพไทยให้เป็นกองทัพมุสลิมย้อนกลับไปตั้งแต่ที่วางแผนกันไว้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว อันนี้ก็น่าขันน่าหัวเราะหนักเข้าไปอีก คนรุ่น 40 ปีที่แล้วเนี่ยนะที่วางแผนระยะยาวอันลึกล้ำในการเปลี่ยนกองทัพไทยให้เป็นกองทัพมุสลิม ทั้งๆ ที่คนรุ่นนั้นหนีทหารกันเป็นว่าเล่น ทั้งเปลี่ยนสัญชาติ เปลี่ยนนามสกุลก็มี


ไอ้เรื่อง “เดินทหาร” โดยได้รับใบดำมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเกณฑ์อย่างที่นายกอภิสิทธิ์โดนเล่นงานเนี่ยะ ขอโทษ! พระคุณเจ้า! มุสลิมทำกันมานักต่อนักแล้ว ฉะนั้น ถ้าหากมุสลิมอยากจะยึดกองทัพก็ต้องเป็นทหารสิ! จะหนีทหาร จะทำเรื่อง “เดินทหาร” กันให้เปลืองสตุ้งสตางค์ไปทำไม!


และที่พระคุณเจ้าว่า “มุสลิมวางตัวไว้หมดแล้วทั้งฝ่ายทหารและตำรวจเนี่ย วางเวรยามทหารเกณฑ์หรือว่าวางนายทหารนายตำรวจมุสลิมระดับกำลังพลเอาไว้ ถ้าหมายถึงอย่างหลังนี้ก็ขอดูรายชื่อหน่อยเถอะ จะได้เป็นบุญตา ดูสิว่ากองทัพบกมีกี่คน ทัพเรือมีกี่คน ทัพอากาศมีกี่คน ตำรวจมีกี่คน รวมแล้วได้กี่คน ถ้ามีเพียงแค่คนสองคนในแต่ละเหล่าทัพแล้วจะยึดครองจะเปลี่ยนเป็นกองทัพมุสลิมได้อย่างไร? ถ้าให้ไปรื้อตลาด ทะเลาะกับพ่อค้าแม่ขายก็พอไหว หรือจะให้ไปยึดวินรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็พอได้ แต่ถ้าจะยึดกองทัพทั้ง 4 เหล่าและมีคนอยู่เพียงแค่นี้ ไปยึดวัดที่พระคุณเจ้าจำวัดอยู่คงจะดีกว่ากระมัง! (ขออภัยพระคุณท่าน สัพยอกเล็กๆ น้อยๆ  ขอพระคุณท่านอย่าถือสาหาความนะขอรับ!)




คำพระจากไฟล์เสียงและข้อเท็จจริง 3

“เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านี้พอเรียนจบ เขาก็ไปใส่ไว้แต่ละจุด และคนของเขาตอนนี้มีอยู่ทุกส่วน.... ตั้งแต่ภารโรงยันระดับผู้บริหารระดับสูงของประเทศเลย มีคนของเขาหมด ซึมไปทุกจุด” พระคุณเจ้า...?? ต่อไป


ไขความและเห็นต่าง

ตกลงว่า ถ้าลูกหลานมุสลิมเรียนจบมหาวิทยาลัยก็สามารถเข้าทำงานได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม และทุกองค์กรของรัฐ! ว่างั้นเถอะ แล้วใครเป็นคนเอาบุคลากรเหล่านี้ไปใส่ไว้ในแต่ละจุด! เรื่องจะเป็นจริงดังว่า มันต้องมีเงื่อนไขอยู่อย่างน้อย 2 ข้อ  (หนึ่ง) งานกับสาขาที่เรียนต้องตรงกันหรือไม่ ก็พอที่จะปรับเข้ากับงานที่จะทำนั้นได้  (สอง) เจ้าของหน่วยงานนั้นรับบุคลากรที่ว่าเข้าทำงานในสังกัดของตนหรือไม่ก็ต้องมีเส้นมีสาย มีคนในหรือมีเจ้าใหญ่นายโตฝากเข้าทำงาน หากไม่มี 2 ข้อนี้ก็คงจะทำตามแผนการที่วางเอาไว้ลำบาก


ในเงื่อนไขที่หนึ่งนั้น ถ้ามุสลิมที่เรียนจบอันเป็นผลมาจากโควตาพิเศษเรียนในสาขาที่ไม่ตรงกับสายงานจะทำอย่างไร? และการที่จะส่งคนเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกจุดนั้นก็ต้องสัมพันธ์กับจำนวนคนและต้องมีจำนวนคนพอสำหรับทุกหน่วยที่จะเข้าไปยึดกุม เท่านั้นยังไม่พอ ตำแหน่งที่รับนั้นก็ต้องเป็นตำแหน่งที่สำคัญในองค์กรนั้นๆ การเป็นเพียงแค่ภารโรง คนกวาดขยะ แม่บ้านสำนักงาน หรือพนักงานเดินเอกสารหรือคนสวนจะมีศักยภาพพอที่จะยึดกุมหน่วยงานที่มีอยู่มากมายได้อย่างไร?


ถามว่า น่วยงานที่จำเป็นต้องยึดให้อยู่ในการคอนโทรลสำหรับการบรรลุแผนอุบาทว์นี้ทั่วประเทศมีกี่หน่วยงาน เอาแค่หน่วยงานที่สังกัดเพียง 1 กระทรวงนี้ก็เกินกำลังคนที่เรียนจบมาแล้ว ก็ยังนึกไม่ออกว่าแผนนี้พระท่านคิดได้อย่างไร? หน่วยงานของทหารที่คุมกำลังพลและมีอาวุธอยู่ในมือทั่วประเทศมีเท่าไหร่? พวกนักเรียนเตรียมทหารที่จบจะเข้าประจำการครบทุกหน่วยทั่วประเทศเลยหรือไม่? แล้วหมอกับพยาบาลที่เรียนจบพร้อมมีใบประกอบวิชาชีพมีใบประกอบโรคศิลป์เนียะ ตกลงจบมาก็นั่งในกระทรวงสาธารณสุขและสั่งการได้เลยใช่มั้ย!


ผู้บริหารระดับสูงที่ว่านั้นก็เช่นกัน เอาเฉพาะกระทรงมหาดไทยเพียง 1 กระทรวงถามว่ามีกี่หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ มีอธิบดี รองอธิบดีกรมนั่นกรมนี่กี่อัตรา! กระผมว่าเอาพวกที่เรียนจบมารวมกับพวกพม่าที่เป็นต่างด้าวบวกพวกแอฟริกาที่เดินๆ กันอยู่รวมกันก็ยังไม่พอใส่เข้าไปในหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียวเลย แล้วจะซึมไปทุกจุด กุมอำนาจได้ทุกระดับแล้ว คิดดูแล้วมันไม่ออกจะเป็นเรื่องที่เว่อร์เกินเหตุไปหน่อยหรือขอรับพระคุณเจ้า! ล้วสัปปะเหร่อกับมรรคทายกตามวัดวาอารามทั่วประเทศละ มีมุสลิมเข้าไปแทรกซึมอยู่ด้วยหรือเปล่า! ถ้ายังไม่มีจะได้หาคนส่งไปเผื่อจะได้ยึดป่าช้ากับธรณีสงฆ์เอามาทำสนามกอล์ฟกับเขาบ้าง เพราะมีนักการเมืองที่รู้จักกันว่า “ป๋า...” แกกำลังมีเรื่องเช่นนี้อยู่





คำพระจากไฟล์เสียงและข้อเท็จจริง 4

“ต่างชาติเนี่ยะนะมีเนื้อที่นับล้านไร่ แต่ว่าดีเอสไอไปตรวจสอบไม่เจอ ไม่ผิดปกติ เพราะคนที่ซื้อถือบัตรประชาชนคนไทยถูกต้อง แต่ไม่ได้ระบุว่านับถือศาสนาอะไร” แล้วพระท่านก็กล่าวถึงเรื่องกว้านซื้อที่ดินอีกยาวยืด!


ไขความและเห็นต่าง

หมายความว่า หากพวกต่างชาติที่เป็นมุสลิมเข้ามาทำมิดีมิร้ายกับประเทศไทยก็ต้องโทษมุสลิมที่เป็นคนไทยทุกครั้งไป ถ้าจะถือแบบนี้ก็โดนกันหมดแหล่ะ ไม่ว่าคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม ไทรคริสต์ ไทยซิกส์ ไทยฮินดู แก๊งค์จีนที่เป็นมาเฟีย เช่น แก๊งค์ลูกหมู พวกนี่ก็เป็นพุทธ แก๊งค์ยากูซ่าพวกนี้ก็เป็นพุทธ พวกไทใหญ่ หว้าแดง ที่ค้ายาเสพติดก็เป็นพุทธ พวกเขมรที่พอถึงหน้าแล้งก็เข้ามาปล้นคนไทยชายตะเข็บก็เป็นพุทธ พวกฝรั่งมาเฟียรัสเซียก็เป็นคริสต์ พวกฝรั่งเยอรมันและยุโรปที่มากว้านซื้อทำเลทองตามเกาะที่มีชื่อเรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นคริสต์ นายราเกซ และแก๊งค์แขกอินเดียก็เป็นฮินดู หรือไม่ก็ซิกข์ แก๊งแขกขาวชาวปากีสถานก็เป็นมุสลิม


ก็ต้องโดนกันหมดทุกพวกทุกศาสนาแหล่ะท่านเจ้าพระคุณรุนช่อง ไอ้เรื่องกว้านซื้อที่ดินเป็นแสนเป็นล้านไร่นั้นกระผมแจกแจงไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ก็ติดใจอยู่ตรงประเด็นที่ว่า ในเมื่อพวกนอมินีที่ซื้อถือบัตรประชาชนคนไทยแต่ใม่ได้ระบุว่านับถือศาสนาอะไร? แล้วทำไมพระคุณท่านถึงต้องเจาะจงด้วยว่าเป็นชาวมุสลิม หรือว่าคนพวกนี้ใช้บัตรสมาร์ทการ์ดที่ไม่ระบุศาสนา เพราะบัตรเดิมที่กระทรวงมหาดไทยออกให้นั้นจะระบุศาสนาเอาไว้ด้วย ทำไมจึงไม่ตรวจสอบหรืออ้างว่าตรวจสอบไม่ได้


ดูชื่อแซ่ก็พอจะเดาออกได้บ้างกระมัง ถ้ามีนามสกุลภาษาแปลกๆ แถวภาคใต้ก็น่าจะเป็นแขกมุสลิม ถ้ามีนามสกุลเพราะๆ ยาวๆ ก็แสดงว่าเป็นพวกแซ่จีนแต่เดิมก็คงเป็นพุทธค่อนข้างชัวร์ ถ้านามสกุลเป็นคำจำพวก นากระโทก โคกสูงเนิน ก็คงจะเป็นอีสานบ้านเฮา ซึ่งก็ต้องเป็นพุทธอีกเช่นกัน จริงๆแล้วเรื่องกว้านซื้อที่ดินนี่จะไปโทษต่างชาติเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะคนไทยที่เป็นเจ้าของดันอยากสบาย อยากมีเงินก้อนโต ราคาข้าวก็ตกต่ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงก็แพงหูฉี่


ซึ่งทั้ง 2 กรณีก็ใช่ใครที่ไหนที่เป็นตัวการ ก็บรรดาเถ้าแก่โรงสีและบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์จำพวกปุ๋ยและยาฆ่าแมลงนั่นแหละ จะมีใคร? และพวกนี้ก็ไม่ใช่มุสลิม ไม่ใช่ฝรั่งชาวคริสต์ และไม่ใช่แขกขายผ้า เป็นชาวพุทธเหมือนกับพี่น้องชาวนานั่นเอง เมื่อชีวิตของชาวนามันตกอับถึงเพียงนี้แล้วจะให้เขาทำอย่างไร? พอทักษิณนำแขกอาหรับกับพวกฝรั่งตาน้ำข้าวเข้ามาดูงานเรื่องทำนาในบ้านเราและชักชวนให้เขามาลงทุน เขาก็มา ชาวนาก็ไปหาเพราะรัฐบาลชี้นำ ถ้าเรื่องนี้จะหาคนผิดก็ต้องผิดกันทุกคน แต่นี่กลายเป็นมุสลิมผิดและคิดร้ายอยู่เพียงพวกเดียวทั้งๆ ที่พวกอาหรับเศรษฐีน้ำมันเป็นคนนต่างชาติถูกคนพุทธอย่างทักษิณและนายทุนในประเทศไปชักจูงเข้ามา


ตกลงใครกันเป็นคนชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านกันแน่ พระคุณเจ้า! ถ้าถามผมในฐานะที่เป็นมุสลิมลูกชาวนาชาวสวนคนหนึ่งว่าเห็นด้วยมั้ยและสบายใจมั้ยกับเรื่องกว้านซื้อที่ดินโดยอาศัยนอมินีและช่องว่างทางกฎหมาย กระผมตอบแบบนั่งยัน ยืนยันดังๆ เลยว่า ไม่เห็นด้วยทุกประการ! แต่เมื่อผมไม่เห็นด้วยรวมถึงมุสลิมในประเทศก็คงไม่เห็นด้วยแล้วกระผมกับพี่น้องมุสลิมจะเอาอะไรไปทดแทนและประกันกับพี่น้องชาวนาที่ขายที่ให้ต่างชาติได้เล่า! จะไปบอกเขาว่า อย่าขายเลย มันเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน พวกกระผมหรือพี่น้องชาวพุทธด้วยกันจะไปห้ามเขาได้หรือไม่เล่า! ถ้าเขาจะขายเพราะเขาไม่มีทางเลือก


ครั้นถ้าเขาจะขายให้ชาวมุสลิมที่เป็นคนไทยก็จะกลายเป็นจำเลยไปอีก ว่าพวกนี้กว้านซื้อที่ดินเพื่อหวังยึดครองประเทศอย่างที่พระคุณเจ้ากำลังกล่าวหานี่ไงล่ะ! แล้วพระคุณเจ้าเสนอทางออกให้กับเรื่องนี้อย่างไรล่ะ ช่วยบอกที่เถิดพวกแขกอาหรับตะวันออกจะรบกับพวกฝรั่งตะวันตก จะทำสงครามครั้งที่ 3 ระหว่างกันแล้วดันมาเอาประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเสบียงเพื่อสู้ในสงครามอย่างที่พระคุณเจ้าวิเคราะห์ไว้ซึ่งลึกซึ้งจนสุดบรรยาย


แล้วจะทำอย่างไร? ช่วยชี้ทางสว่างให้หน่อย ไม่ใช่เอาแต่ว่าและก็ตัดสินว่าคนนั้นอยู่เบื้องหลัง คนนี้วางแผนการ พวกนั้นคิดร้าย พวกนี้หมายจะทำลายพระพุทธศาสนา ถ้าพระคุณเจ้าปักใจเชื่อแล้วว่ามุสลิมคือตัวการทั้งหมดกระผมก็คงไปห้ามไม่ให้ท่านคิดและปักใจเชื่อเช่นนั้นได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวนาที่ถูกกว้านซื้อที่ดินไปเป็นแสนเป็นล้านไร่แล้ว ซึ่งท่านว่าเป็นชาวพุทธเหมือนกับท่านพวกเขามีทางออกอย่างไร จะแก้ปัญหาปากท้องของพวกเขาอย่างไร?


คนไทยทำนามาตั้งแต่สมัยตั้งชาติจวบจนทุกวันนี้ ชาวนาไทยก็ไม่พ้นทุกข์ เรื่องปากท้องเสียที ก็ไหนว่าพระพุทธศาสนาคู่มากับการตั้งชาติไทยแล้วเหตุไฉนผ่านมาหลายร้อยปี พระพุทธศาสนารุ่งเรืองด้วยวัดวาอารามที่ใหญ่โตอลังการ มีวัตถุปัจจัยพร้อมมูล พระสงฆ์องค์เจ้าได้รับการทำนุบำรุงกันอย่างสมบูรณ์ แต่ทว่าชาวนาที่อยู่คู่พระพุทธศาสนามานับร้อยๆ ปีนั้นมาวันนี้ก็ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้เหมือนคนอื่นเขา


คนที่ตักบาตรให้พระภิกษุในวันนี้ก็คือลูกหลานของชาวนาเมื่อหลายร้อยปีก่อน พระภิกษุสงฆ์ผู้รับบิณทบาตรและออกโปรดเวไนยสัตว์ในวันนี้ก็คือพุทธบุตรที่สืบพระศาสนามาแต่ครั้งสร้างชาติ วันนี้พระภิกษุสงฆ์อุดมสมบูรณ์ด้วยจตุปัจจัยไทยทาน จำวัด บำเพ็ญศีลกันด้วยความสบายที่ญาติโยมถวาย ศาลาการเปรียญใหญ่โต ศาสนวัตถุถูกสร้างกันเต็มไปหมด แต่ชาวนาที่ตักบาตรทุกเช้าทุกวันพระกลับยังคงเหมือนเดิมมีสภาพและสถานไม่ได้แตกต่างจากบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีนั้นเลย ก็ไหนว่าคู่กันมาแต่ปางก่อน แต่ไฉนเลยฝ่ายหนึ่งเจริญเอาเจริญเอาโดยเฉพาะเรื่องวัตถุ แต่อีกฝ่ายที่ว่าคู่กันกลับไม่ได้ดีไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่! พระคุณเจ้าก็ลองตรองดูเอาเถิดว่าอะไรเป็นเหตุ เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น !


พระคุณเจ้าวิเคราะห์เป้าหมายของการกว้านซื้อที่ดินโดยกลุ่มทุนต่างชาติต่างศาสนาว่ามีดังนี้


- เพื่อเพาะปลูกข้าว ปลูกยาง แล้วส่งผลผลิตกลับไปยังเมืองแม่ของกลุ่มทุน


- เพื่อยึดเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยใช้น้ำมันเป็นตัวควบคุม


-  เพื่อก้าวสู่การเป็นชาติที่ผลิตข้าวมากที่สุดในโลกและควบคุมกลไกตลาดค้าข้าวเอาไว้ในกำมือโดยสามารถกำหนดราคาและขายข้าวด้วยราคาที่แพงแก่คนที่ไม่ใช่         ศาสนิกชนเดียวกับกลุ่มทุน


- ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตข้าวและอาหารเพื่อใช้เป็นเสบียงกักตุนสำหรับการทำสงครามโลกครั้งที่ 3


- เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาที่ขายที่ดินทำกินของตนเข้ามาเป็นลูกจ้างในการทำนาให้กลุ่มทุน


- เพื่อเป็นช่องทางในการดึงเอาคนต่างชาติที่เป็นมุสลิมทั้งมาเลย์ อินโดนีเซีย เขมร ติมอร์ และโรฮิงยาเข้ามาทำกินในที่ดินซึ่งกว้านซื้อเอาไว้ โดยเฉพาะที่ดินชายตะเข็บของเส้นพรมแดน พร้อมกับให้คนมุสลิมต่างชาติที่เข้ามาทำการแต่งงานกับลูกหลานของชาวนาไทยที่รับจ้างปลูกข้าวเพื่อเปลี่ยนศาสนาของชาวนาจากพุทธให้เป็นอิสลาม ทั้งหมดคือแผนการที่มีเป้าหมายในการยึดครองประเทศไทยของมุสลิมต่างชาติตามที่พระคุณเจ้าวิเคราะห์เอาไว้


ดังนั้น ผู้อ่านและผู้ฟังก็ลองคิดตามไปด้วยก็แล้วกัน ว่าแผนการที่ว่านั้นจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ความจริงเรื่องนอมินีในระบบธุรกิจของเมืองไทยทุกวันนี้ก็มีอยู่ทั่วไปในทุกสาขาการลงทุนที่เข้ามาจากต่างชาติ นักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในประเทศอื่นก็ทำวิธีการเดียวกันนี้ และคนที่เป็นพลเมืองในประเทศนั้นๆ ก็คงวิตกเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าพวกเขาจะเอาเรื่องที่วิตกมาโยงกับเรื่องศาสนาหรือไม่เท่านั้น


ที่แน่ๆ ในกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้นพระสงฆ์องค์เจ้าท่านจับไปโยงกับเรื่องของศาสนาเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนวัดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ท่านก็พูดเองว่าพวกนอมินีที่เป็นธุระจัดการให้แก่พวกกลุ่มทุนต่างชาตินั้น ในบัตรประชาชนไม่มีระบุว่าถือศาสนาอะไร? ซึ่งพระคุณเจ้าก็ฟันธง คอนเฟิร์มไปแล้วเช่นกันว่าเป็นพวกมุสลิม! อีกตามเคย




อ่านกุรอานออนไลน์

ฟังกุรอานออนไลน์

มี 56 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์