อาลี เสือสมิง อัสสิยามีย์

อีเมล พิมพ์ PDF

ความเป็นมลายูของ ออแฤ นนายู บาเกาะ | 5. วัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบมลายูของชาวมลายูบางกอก

คำว่า “วัฒนธรรม” หมายถึง สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ, วิถีชีวิตของหมู่คณะ และทางวิทยาการ หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน ส่วนคำว่า “จารีตประเพณี” หมายถึง “ประเพณีที่นิยมและประพฤติสืบกันมา ถ้าฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว” และคำว่า “วิถีชีวิต” หมายถึงแนวทางในการดำเนินชีวิต


เมื่อพิจารณาถึงคำจำกัดความของคำว่า วัฒนธรรมจารีตประเพณี และวิถีชีวิตก็พอจะเทียบกับคำมลายูได้ 3 คำด้วยกัน คือ เกอบูดะยออัน (كبوديان) อาดัต  (عادة)  และคำว่า ฌารอฮิดูป (چاراهيدوف) สิ่งที่กำหนดกรอบและรูปแบบของวัฒนธรรม (เกอบูดายออัน) อาดัต (จารีตประเพณี) และวิถีชีวิต (ฌารอฮิดูป) ของคนมลายูก็คือหลักคำสอนในศาสนาอิสลามซึ่งเริ่มหล่อหลอมอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมนับตั้งแต่ราชวงศ์ศรีมหาวังสาในส่วนของชาวมลายูตานี


ส่วนชาวมลายูในมะละกาหรือชวา หรือหัวเมืองมลายูด้านตะวันตก (ไทรบุรี-เคดะห์) อาจจะเริ่มมาก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้น การหล่อหลอมอัตลักษณ์ของชาวมลายูตานีในด้านวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตโดยหลักคำสอนของศาสนาอิสลามก็มุ่งหมายเฉพาะคนมลายูมุสลิมเท่านั้น คนมลายูที่ยังคงเป็นพราหมณ์-พุทธ หรือผู้บูชาผีสางนางไม้อย่างพวกเงาะป่าซาไก (ออรัง อัศลี) หรือชาวเล (ออรัง เลาวต์) บางกลุ่มจึงไม่เข้าอยู่ในกรอบที่ว่านี้


และพัฒนาการในการหล่อหลอมความเป็นมลายูแบบอิสลามก็คงต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร มิใช่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในคราเดียว เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่อิทธิพลของวัฒนธรรมและจารีตประเพณีเก่าในยุคก่อนอิสลามยังคงฝังแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของชาวมลายูตานี เมื่อหลักคำสอนของอิสลามแพร่หลายและได้มีการเรียนรู้มากขึ้น การปรับตัวก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็มิใช่ว่าความเชื่อและวิถีเดิมจะหมดไปโดยสิ้นเชิง คงต้องมีเล็ดลอดแทรกซึมเข้ามาปะปนกับวิถีอิสลามเป็นธรรมดา


เหตุนี้เราจึงสามารถเรียกวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตตามคำสอนอิสลามว่าเป็นแบบมลายูนิยม ซึ่งอาจจะแตกต่างจากแบบอาหรับนิยม หรือแอฟริกานิยมก็ได้เป็นธรรมดา วัฒนธรรมของชาวมลายูตานีตามความหมายของวิถีชีวิตนั้นได้ถ่ายทอดสู่บรรดาชาวมลายูบางกอกนับแต่รุ่นบรรพชนของพวกเขาที่ถูกกวาดต้อนเทครัวเอาไปไว้ที่บางกอกซึ่งเราได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว


สำหรับวัฒนธรรมของชาวมลายูตานีตามความหมายของพฤติกรรมและสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่ชนของตน วัฒนธรรมตามความมหมายนี้ก็คงมีนัยครอบคลุมถึงจารีตประเพณีที่สั่งสมและสืบสานต่อๆ กันมาจนกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มตลอดจนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เป็นปรกติในวิถีชีวิตของกลุ่มชนนั้นซึ่งสามารถกำหนดประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  1. การแต่งกาย
  2. อาหารการกิน
  3. การละเล่น-งานรื่นเริง
  4. การประดิษฐ์และหัตถกรรม
  5. ประเพณีเกี่ยวเนื่องด้วยศาสนาและคติความเชื่อ
  6. การประกอบอาชีพ
  7. การสร้างที่พักอาศัย
  8. ภาษาและวรรณกรรม


ทั้ง 8 ประเด็นที่ถูกกำหนดขึ้นนี้บางประเด็นเป็นสิ่งที่เราได้กล่าวมาก่อนแล้ว เช่น ประเด็นที่ 6  ว่าด้วยการประกอบอาชีพ และประเด็นที่ 8 ว่าด้วยภาษาและวรรณกรรมในกรณีของวรรณกรรมที่เป็นภาษามลายูสำหรับชาวมุสลิมมลายูบางกอกนั้น หากเป็นตำรากิตาบยาวีทางศาสนาก็มีอยู่บ้าง เช่น หนังสือที่ชื่อ กิฟายะตุล-มุบตะดียฺ  เป็นหนังสือที่อาจารย์อิสมาแอล (ร.ฮ.) ซึ่งรู้จักกันในนาม ครูแอวัดกลาง” เป็นผู้แต่ง สำหรับผู้เขียนเองได้พยายามเจริญรอยตามบรรดาผู้รู้ในอดีตด้วยการศึกษาตำรากิตาบยาวี


และได้แต่งหนังสือภาษามลายู (กิตาบยาวี) เพื่อใช้เรียนในสถาบันปอเนาะที่ผู้เขียนสอนอยู่ ซึ่งได้แก่

1 ริงกัซซัน ซิมปูลัน อีมาน อะเตาวฺ คุลาเศาะฮฺ อะกีดะฮฺ อะฮิลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ

2 เกอตะรังงัน ยังบาฆูส บาฆี รุกน 2 อีมาน

3 เปอรฮิมปูนัน บิบัรอะปอ เปอลาจารอน หะดีษ และ

4 อัล-อะกีดะฮฺ อัล-มัจลิซียะฮฺ (ภาษายาวี) อินชาอัลลอฮฺ ด้วยการเอื้ออำนวยและชี้นำของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้เขียนจะได้พยายามแต่งตำราภาษามลายู (กิตาบยาวี) ในภาควิชาอื่นๆ อีก



เหตุที่ผู้เขียนได้พยายามแต่งหนังสือภาษายาวีก็เพื่อใช้สอนในสถาบันปอเนาะแก่บรรดาลูกหลานชาวมลายูบางกอกประการหนึ่ง และเพื่ออนุรักษ์ภาษามลายูกิตาบเอาไว้มิให้สูญหายไปจากสังคมของชาวมลายูบางกอก อย่างน้อยถึงผู้เขียนและบรรดาลูกหลานชาวมลายูบางกอกที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาจะไม่ได้พูดหรือพูดภาษามลายูถิ่นไม่ได้ แต่ภาษามลายูแบบกิตาบยาวีคือสิ่งที่จะต้องสืบสานเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การอ่าน และแปล


เพราะเมื่อเราได้สืบสานวรรณกรรมทางวิชาการในรูปข้อเขียนทางศาสนาของบรรดาอาลิมอุละมาอฺปัตตานีและมลายูด้วยการอนุรักษ์การเรียนกิตาบยาวีเอาไว้ในสถาบันปอเนาะภาคกลางเราก็จำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูและต่อยอดงานวรรณกรรมเหล่านั้นออกไปให้เป็นภาษาทางวรรณกรรมและวิชาการที่ไม่ตายไปจากสังคมมลายูบางกอก ทั้งนี้เพื่อมิให้กุศลผลบุญที่บรรดาอาลิมอุละมาอฺชาวตานีและมลายูในอดีตได้อุทิศแรงกายและสติปัญญาของพวกเขาต้องขาดตอนลง


สิ่งที่ทำได้ก็คือการแต่งหนังสือมลายูหรือกิตาบยาวีตามสำนวนและลีลาแบบเดิมเอาไว้ มิใช่แต่งเป็นภาษามลายูท้องถิ่นหรือภาษารูมียฺ เพราะภาษามลายูท้องถิ่นมิใช่ภาษาทางวิชาการและวรรณกรรมคลาสิคที่บรรดาอาลิมอุละมาอฺตานีใช้ในสมัยของพวกท่าน  และภาษารูมียฺก็เป็นผลพวงของการรุกรานทางวัฒนธรรมจากตะวันตกและทำให้ภาษายาวีที่เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอาหรับ-เปอร์เซียซึ่งเป็นภูมิปัญญาของปราชญ์มลายูสูญหายไป


ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนจะมีความภูมิใจมากที่สุดก็คือการที่ลูกหลานชาวมลายูบางกอกสามารถอ่านและทำความเข้าใจภาษากิตาบยาวีที่เป็นมรดกทางวิชาการของปราชญ์มลายูโดยแท้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถพูดภาษามลายูท้องถิ่นได้ก็ตาม เมื่อถึงวันในอาลัม-บัรซัค ผู้เขียนจะได้บอกเล่าแก่บรรดาอาลิมอุละมาอฺผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นว่า ตำราที่พวกท่านทั้งหลายได้แต่งเอาไว้ให้ลูกหลานมุสลิมมลายูได้เรียนรู้และเข้าใจคำสอนของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม)  นั้นข้าพเจ้าคนนึงละที่สืบสานต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานชาวมลายูบางกอก


ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในปัตตานีดารุสสลามดินแดนในดุนยาของพวกท่าน เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาถูกพรากเอาไปไว้เสียที่บางกอก กระนั้นพวกเขาก็ยังร่ำเรียน เขียน อ่าน และแปลตำราที่พวกท่านทั้งหลายได้อุตสาหะและพากเพียรเอาไว้ นั่นคือปณิธานและความหวังของผู้เขียนถึงแม้ว่ามันจะเป็นความนึกคิดของคนเล็กๆ คนหนึ่งก็ตาม แต่ผู้เขียนก็มีความภาคภูมิใจในความเป็นมลายูมุสลิมของตัวเองและบรรพบุรุษ และผู้เขียนก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูแคลนความภาคภูมิใจในส่วนนี้เลย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม


ย้อนกลับไปยังประเด็นที่เหลือเกี่ยวกับวัฒนธรรมจารีตประเพณีและวิถีชีวิตของคนมลายู แน่นอนคนมลายู ใน 3 จังหวัดอาจจะมีอัตลักษณ์เด่นชัดในประเด็นเหล่านั้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่สำหรับคนมลายูบางกอกแล้วก็ย่อมได้รับการสืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษของพวกเขาทั้งในส่วนของวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีการดำเนินชีวิตไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการแต่งกายของคนมลายูบางกอกไม่ได้แตกต่างจากคนมลายูตานีพวกเขาสวมหมวก ใส่เสื้อ นุ่งโสร่ง หรือนุ่งผ้าปาเต๊ะ ทุกวันนี้คนมลายูบางกอกที่เป็นสตรี นิยมสวมชุดคลุมยาวแบบอะบายะฮฺและคลุมฮิญาบสวยงาม ในบางพื้นที่สวมนิกอบ (ผ้าคลุมหน้า) ให้เห็นจนชินตา


คนมลายูกับหมวกกะปิเยาะฮฺเป็นของคู่กัน  ถึงแม้ว่าจะไม่ใส่เสื่อ นุ่งโสร่งผืนเดียวก็จะต้องมีหมวกกะปีเยาะติดศีรษะอยู่เสมอ เหตุนี้ในกำปงคนมลายูบางกอกจะสังเกตเห็นหมวกกะปีเยาะได้ชัดเจน จนเล่าขานกันว่า ที่มาของบางกะปินั้นแท้ที่จริงไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับกะปิกุ้งเคยแต่เป็นการเรียกที่เพี้ยนเสียงมาจาก บางกะปิเยาะ แล้วกร่อนเหลือเพียง กะปิ เพราะที่ทุ่งบางกะปิเป็นแหล่งอยู่อาศัยของชาวมลายูบางกอกนั่นเอง


คนมลายูบางกอกทำนาปลูกข้าวในเขตชานพระนคร เรียกทุ่งนาในภาษามลายูว่า ฮูมอ หรือ โฮมอ นานไปก็เพี้ยนเสียงเป็นหัวหมาก เพราะพื้นที่เขตหัวหมากน้อยและหัวหมากใหญ่ในอดีตไม่มีต้นหมาก (ปีนัง-ปิแน) มีแต่ทุ่งนาปลูกข้าว เรียกกันว่า “นาหลวง” คนมลายูที่ทำนาในสมัยก่อนต้องเสียหางข้าวเป็นรายปีให้แก่หลวง มีคนมลายูเป็นนายกองคอยดูแลเก็บภาษีหางข้าวสารให้หลวง ต่อมาภายหลังหลวงก็ออกสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกินเรียกว่า “ออกใบเหยียบย่ำ” ให้แก่ชาวมลายูมุสลิมได้ทำกินบนพื้นที่ “นาหลวง” ดังกล่าว


พื้นที่เดิมแถบถนนพัฒนาการค่อนไปทางถนนศรีนครินทร์เรื่อยไปตลอดทุ่งหัวหมากแถบนั้นเคยเป็นนาหลวงมาก่อน การแต่งกายของคนมลายูบางกอกจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีงานสุเหร่า เราจะไม่เห็นความแตกต่างของคนที่เดินอยู่ในงานสุเหร่าแถวเมืองบางกอกกับงานสุเหร่าแถวจังหวัดภาคใต้แต่อย่างใดในปัจจุบัน


เรื่องอาหารการกินนั้นอาจจะมีวัฒนธรรมที่เป็นต้นเค้าเหมือนกันระหว่างคนมลายูบางกอกกับคนมลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเภทแกงกะทิ แกงบุญที่ใส่เครื่องเทศ แต่จะมีวิธีการปรุงส่วนผสมที่ต่างกัน เช่น ข้าวยำของคนมลายูบางกอกจะมีหน้าตาที่แตกต่างจาก “นาซิ กราบู” หรือ ข้าวยำปักษ์ใต้ ที่สำคัญข้าวยำของคนมลายูบางกอกเน้นส่วนผสมที่เป็นสมุนไพร ไม่มีเครื่องเคียง และไม่มีน้ำบูดูหมัก (บุดู บิลิฮฺ) เป็นส่วนผสม ส่วนข้าวหุงน้ำมัน หรือ “นาซิ เมเญาะ” ก็จะมีวิธีการหุงที่แตกต่างกันไป สำหรับคนมลายูก็คือข้าวลวกหรือข้าวหมกนั่นเอง


ขนมที่เป็นของชาวมลายูแท้และจำเป็นต้องมีในโอกาสสำคัญก็คือ กะตุมปะ หรือ ข้าวต้มมัด คนมลายูบางกอกก็ยังคงนิยมทำรับประทาน โดยเฉพาะมะอฺของผู้เขียนนั้นเรียกได้เต็มปากว่าเป็นนักทำข้าวต้มมัดตัวยงที่หาตัวจับได้ยาก รับรองและประกันคุณภาพได้ว่า 3 วันไม่บูดไม่ออกยาง นอกจากนี้ข้าวยำที่มะอฺของผู้เขียนมักจะทำให้กินในช่วงเดือนเราะมะฎอนของทุกปีนั้นก็เรียกว่าอร่อย เสอดะอฺ ไม่แพ้ข้าวยำปักษ์ใต้ แต่ไม่รับประกันเรื่องบูด เพราะข้าวยำแบบนี้มีอายุไม่นาน ต้องกินตอนปรุงเสร็จใหม่ๆ ข้าวสวยยังอุ่นๆ นั้นดีที่สุด


อาหารประจำชาติมลายูก็คือ “บูดู” คือปลาหมักจำพวกปลาน้ำจืด สามารถแปรรูปได้ทั้งทอดแล้วใส่เครื่องโรยหน้าจำพวกพริกทอด หัวหอมเจียว กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร หรือจะหลนกับกะทิ เรียกว่า บูดูหลน แล้วกินจิ้มผักเคียงก็อร่อยแบบไม่รู้ลืม กล่าวโดยสรุปในเรื่องอาหารการกินและขนมหวานของคนมลายูบางกอกนั้นก็ยังคงรักษาเค้าเดิมของคนมลายูตานีเพียงแต่อาจจะมีสูตรการปรุงและแปรรูปที่แตกต่างกัน เพราะอาหารการกินเป็นเรื่องของลักษณะภูมิอากาศของแต่ละภาคและขึ้นอยู่กับวัตถุดิบซึ่งอาจจะมีแตกต่างกัน


แต่ที่ยืนยันได้ชัดเจนก็คือ คนมลายูไม่เคยลืมกะตุมปะกับปลาบูดู ส่วนอาหารคาวจำพวก เนื้อสะเตะ หรือ มะตะบะนั้นก็ยังเป็นอาหารคาวที่หารับประทานได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนเราะมะฎอน นิยมทำขายกันมาก อาหารจำพวกแป้งทอดที่เรียกว่า ดะดารฺนั้นซึ่งมักทำคู่กับข้าวเหนียวเหลือง ไก่ปิ้ง อาหารจำพวกนี้มาช่วงหลังหากินยากเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพิธีกรรมตามความเชื่อเดิม ขนมกวนที่เรียกว่า ซูฆอ หรือ อาซูรอ นั้นก็ยังมีบางพื้นที่นิยมกวนกันในช่วงเดือนมุฮัรรอมของทุกปีเพียงแต่ไม่ได้จัดทำกันเป็นงานใหญ่แบบประเพณีนิยมเหมือนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น


ในด้านการละเล่นนั้นหรือมหรสพที่เป็นแบบมลายูจำพวก ร็องเง็ง มะโย่ง วายังกูลิต หรือ ลิเกฮูลู การละเล่นจำพวกนี้แทบไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้วในสังคมของคนมลายูบางกอก จะมีเฉพาะลิเกฮูลูที่ตอนหลังมีการฟื้นฟูและแพร่เข้ามาในภาคกลาง และร้องนะเสฟ ตลอดจนลิเกเรียบที่ตีวงนั่งตีกลองรำมะนาและร้องเพลงมัรฮะบาน ตอนหลังมาก็เลิกฟังลำตัดเพราะค่อนข้างจะทะลึ่งและสัปดน นักลำตัดที่เป็นศิลปินแห่งชาติก็เป็นลูกหลานคนมลายูบางกอกก็คือ หวังเต๊ะ นิมา ในงานรื่นเริงที่เกี่ยวกับประเพณีทางศาสนา เช่น งานมัสญิด งานเข้าสุนัต งานแต่งงาน


คนมลายูบางกอกนิยมเล่นกระบี่กระบองและฟันดาบซึ่งเป็นการต่อสู้แบบโบราณและมีแม่ไม้ร่ายรำที่สวยงาม เรียกกันว่า “กระบี่แขก” กีฬาที่เป็นการละเล่นของคนมลายูบางกอกก็คือ “ตะกร้อลอดบ่วง” นิยมเล่นตามงานใหญ่ๆ เช่น งานสุเหร่า เป็นต้น นักตะกร้อลอดบ่วงที่เป็นชาวมลายูบางกอกในอดีตนั้นมีฝีมือและลีลาที่หาตัวจับยากเลยทีเดียว


สำหรับงานประเพณีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของชาวมลายูนั้นในอดีตที่ให้ความสำคัญกันมากก็เช่น งานโกนผมไฟ (อะกีเกาะฮฺ) งานมาโส๊ะยาวี (เข้าสุนัต) งานแต่งงาน งานบุญตัมมัติอัล-กุรอาน , และงานวันอีด ฮารีรายอฮัจยี เป็นต้น สำหรับพิธีอะกอดนิกาหฺนั้นคนมลายูบางกอกก็ยังคงนิยมใช้ภาษามลายูในการกล่าวคำอีญาบเกาะบูลกันอยู่ในหลายพื้นที่ ถึงแม้ในภายหลังจะมีการใช้ภาษาอาหรับหรือภาษาไทยมากขึ้นก็ตาม


ฝีมือของชาวมลายูบางกอกในด้านการทำทองแถบบ้านบางลำภูและมหานาคซึ่งเป็นลูกหลานช่างทำทองที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองปัตตานีก็มีเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก ลูกหลานมลายูบางคนได้มีโอกาสทำทองที่ใช้ประดับประตูบัยตุลลอฮฺเลยทีเดียว ส่วนช่างไม้และฝีมือในการปรุงตู้ใส่เครื่องขันหมากนั้น ในอดีตมีลูกหลานมลายูบางกอกแถวบ้านป่าเป็นช่างฝีมือเอกที่สร้างผลงานเอาไว้มากพอควร


ปัจจุบันลูกหลานของท่านหันไปทำงานเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่กันหมดแล้ว และช่างไม้ที่มีฝีมือนี้ยังรวมถึงช่างก่อสร้างที่เป็นนักต่อบ้านโดยเฉพาะทรงไทยแบบประยุกต์ เพราะคนมลายูบางอกในอดีตนิยมอยู่บ้านทรงไทยแบบภาคกลาง ทุกวันนี้หากจะหาบ้านทรงไทยรุ่นเก่าฝีมือช่างมลายูบางกอกก็ต้องหาชมได้แถบชุมชนคนมลายูมุสลิมเท่านั้น คนไทยที่มิใช่มุสลิมไม่นิยมปลูกบ้านทรงไทยเหมือนในอดึต กลายเป็นว่าคนที่อยู่บ้านทรงไทยก็คือคนมุสลิมมลายูนั่นเอง


ท้ายที่สุดของบทความ “ออแฤ นนายู บาเกาะ” (คนมลายูบางกอก) ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมข้อสังเกตและข้อเท็จจริงประจักษ์เพื่อยืนยันว่า คนมลายูบางกอกที่เป็นมุสลิมในทุกวันนี้พวกเขายังคงสืบสานและดำรงอัตลักษณ์ความเป็นมลายูของพวกเขาเฉกเช่นบรรดาบรรพบุรุษชาวมลายูตานีและหัวเมืองมลายูในอดีตไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม


แต่วิถีชีวิตของพวกเขาที่แสดงออกและดำเนินอยู่บ่งชี้ว่าพวกเขาก็คือชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง และพวกเขาไม่เคยและไม่มีวันที่จะถูกกลืนหายไปในสังคมอื่นที่มิใช่มุสลิมมลายู ทั้งหมดที่เขียนมาคือสิ่งที่ยืนยันและเป็นประจักษ์พยาน


والله ولي التوفيق والهداية

والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

(อาเนาะอฺ จูจู  ออแฤ นนายู บาเกาะ)


หนังสืออันดาลุส


เปิดรับบริจาค
เป็นค่าเช่าพื้นที่เว็บ
ทางเว็บมีค่าใช้จ่าย
เดือนละ
1000 บาท

บทความพิเศษ

ผู้เยี่ยมชม

เรามี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


dream weaver tracker

จำนวนผู้เยี่ยมชม (Unique Visits Only) ตั้งแต่ 13 มิถุนายน 2551  |  พื้นที่และระบบโดย youngcyber