อาลี เสือสมิง อัสสิยามีย์

อีเมล พิมพ์ PDF

เหตุการณ์สำคัญในเดือนซ่อฟัร


                เดือนซ่อฟัร  ปีที่  2  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงทำศึกอัล-อับวาอฺท่านนำทัพจนถึงตำบลวัดดานซึ่งตั้งอยู่ระหว่างนครมักกะฮฺและนครม่าดีนะฮฺ  ท่านศาสดาได้ทรงทำข้อตกลงประนีประนอมกับเผ่าฎอมเราะฮฺ  อิบนุบักรฺ  อิบนิ  อับดิม่านาฟ  อิบนิ  กินานะฮฺซึ่งมีมัคซีย์  อิบนุ  อัมรฺเป็นหัวหน้าเผ่า  ต่อมาท่านศาสดาก็นำทัพกลับสู่นครม่าดีนะฮฺ  โดยไม่มีการรบพุ่งใด ๆ  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงมอบหมายให้ท่านซะอฺด์  อิบนุ  อุบาดะห์  (รฎ.)  เป็นผู้สำเร็จราชการนครม่าดีนะฮฺแทนพระองค์ในช่วงออกศึกดังกล่าว


                ในสงครามครั้งนี้ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ส่งท่านฮัมซะฮฺ  อิบนุ  อับดิลมุตตอลิบ  และท่านอุบัยดะห์  อิบนุ  อัลฮาริษ  (รฎ.)  เป็นผู้นำทัพ  ท่านอิบนุ  อิสฮากกล่าวว่า  ที่ท่านศาสดาได้ทรงทำศึกครั้งแรกคือ  ศึกอัลอับวาอฺ  ถัดมาก็ศึกบูวาต  และศึกอัลอาชีเราะฮฺ  ท่านอิบนุ  อิสฮากได้รายงานจากท่านเซด  อิบนุ  อัลอัรกอมว่าท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงทำศึกด้วยพระองค์เอง  19  ครั้ง  ท่านเซดได้เข้าร่วมศึก  17  ครั้ง 


                ศึกครั้งแรกคือศึกอัลอาซีเราะฮฺ  ในซอเฮียะฮฺ  อัลบุคอรีย์ระบุรายงานจากท่านบุรอยดะฮฺว่าท่านศาสดาทรงทำศึกด้วยพระองค์เอง  16  ครั้ง  ท่านมุสลิมรายงานจากท่านบุรอยดะฮฺว่าท่านบุรอยดะฮฺเข้าร่วมทำศึกกับท่านศาสดา  16  ครั้งด้วยกัน  ท่านอับดุรร่อซากรายงานจากท่านมะอฺมัรจากท่านอัซซุฮฺรีย์ว่าท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงทำศึก  24  ครั้ง  ท่านอับดุรเราะฮฺมาน  อิบนุ  ฮุมัยด์ได้รายงานไว้ในมุสนัดของท่านว่าท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงทำศึก  21  ครั้ง



                เดือนซ่อฟัร  ปีที่  4  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ส่งซอฮาบะฮ์ของพระองค์จำนวน  6  คนไปยังเผ่าอัฏล์และเผ่าอัลกอเราะฮฺซึ่งก่อนหน้านี้หลังสมรภูมิอุฮุดได้มีคนกลุ่มหนึ่งจากสองเผ่านี้ได้มาหาท่านศาสดาและบอกให้ท่านทราบว่าในเผ่าของพวกเขามีคนเข้ารับอิสลามขอให้พระองค์ทรงส่งซอฮาบะฮฺของพระองค์จำนวนหนึ่งให้ไปทำการสอนศาสนาและอ่านอัลกุรอ่านให้พวกนั้น  ท่านศาสดาจึงได้ส่งซอฮาบะฮฺของท่านจำนวน  6  คน


                โดยมีท่านมัรซิด  อิบนุ  อบี  มัรซิด  อัลฆ่อนาวี่ย์  ซึ่งเป็นพันธมิตรกับท่านฮัมซะฮฺ  อิบนุ  อับดิลมุตตอลิบเป็นผู้นำ  และท่านค่อลิด  อิบนุอัลบ้ากีร  อัลลัยซีย์  ท่านอาซิม  อิบนุ  ซาบิต  อิบนิ  อบี  อัลอักละฮฺ  ท่านค่อบีบ  อิบนุ อะดีย์  ท่านเซด  อิบนุ  อัดดะซันนะฮฺและท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ตอริก  (รฎ.)  แต่ท่านบุคอรีย์รายงานว่ามีจำนวน  10  คนด้วยกัน  ครั้นเมื่อเหล่าซอฮาบะฮฺเดินทางถึงอัรร่อเญียอฺ  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำของเผ่าอัลฮุซัยล์  ทางแคว้นอัลฮิญาซฺ  ที่ตำบลอัลฮัดอะฮฺ 



                พวกเผ่าอัฎล์และอัลกอเราะฮฺก็หักหลังเหล่าซอฮาบะฮฺ  และร้องตะโกนเรียกพวกอัลฮุซัยล์ให้มาจัดการเหล่าซ่อฮาบะฮฺ  พวกฮุซัยล์จึงได้มาที่นั่นและล้อมเหล่าซ่อฮาบะฮฺไว้และสังหารพวกท่านเหล่านั้นและจับท่านค่อบีบ  อิบนุ  อะดีย์  และท่านเซด  อิบนุ  อัดดะซินนะฮฺเป็นเชลยและนำตัวท่านทั้งสองไปขายเป็นทาสที่นครมักกะฮฺ



                 ส่วนท่านฮาซิม  อิบนุ  ซาบิต  (รฎ.)  เมื่อท่านถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้พวกฮุซัยล์ก็ต้องการศีรษะของท่านเพื่อที่จะขายให้แก่นางสุลาฟะฮฺ  บุตรีของสะอฺด์  อิบนิ  ซุเฮลซึ่งหล่อนเคยบนบานไว้เมื่อครั้งที่ลูกชายทั้งสองของหล่อนถูกสังหารในสมรภูมิอุฮุดด้วยน้ำมือของท่านฮาซิมว่าถ้าหากนางสามารถนำเอาหัวของท่านอาซิมมาได้  นางจะดื่มสุราด้วยกระโหลกศีรษะของท่านอาซิมที่ใช้ต่างแก้วสุรา  แต่ปรากฏว่าได้มีฝูงผึ้งมารุมรักษาศพของท่านอาซิมเอาไว้


                ครั้นเมื่อฝูงผึ้งดังกล่าวได้มาขัดขวางพวกฮุซัยล์ไม่ให้เข้าถึงศพของท่านอาซิมพวกนั้นจึงกล่าวว่า  จงปล่อยศพของเขาทิ้งไว้อย่างนั้นจนให้ถึงเวลาเย็นเสียก่อน  ฝูงผึ้งก็คงบินไปจากศพและเราก็จะได้เอาศพนั้นมา  หากแต่ว่าพระองค์อัลลอฮ์  (ซ.บ.)  ได้ทรงบันดาลให้มีน้ำหลากไหลลงมาจากภูเขาและได้พัดพาเอาศพท่านอาซิมหายไปกับสายน้ำ  ท่านอาซิม  อิบนุ  ซาบิต  (รฎ.)  ได้เคยให้สัญญาไว้กับพระองค์อัลลอฮ์  (ซ.บ.)  ว่าจะไม่ยอมให้คนที่ตั้งภาคี  (มุชริก)  มาสัมผัสเนื้อตัวของท่านและท่านก็จะไม่ยอมสัมผัสคนที่ตั้งภาคีเลยอย่างเด็ดขาดทั้งนี้เพราะถือว่าคนที่ตั้งภาคีนั้นมีมลทิน  (น่ายิส) 



                ท่านอุมัร  อิบนุ  อัลคอตตอบ  (รฎ.)  ได้กล่าว  ขณะที่ท่านรับทราบว่ามีฝูงผึ้งบินมารุมขัดขวางการชิงเอาศพของท่านอาซิมว่า”พระองค์อัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  จะทรงพิทักษ์รักษาบ่าวที่มีความศรัทธา  ท่านอาซิมนั้นเคยบนเอาไว้  (สาบาน)  ว่าจะไม่ให้คนตั้งภาคีคนใดมาแตะเนื้อต้องตัวและจะไม่แตะเนื้อต้องตัวคนตั้งภาคีเป็นอันขาดตลอดชีวิตของท่าน  และพระองค์อัลลอฮ์  (ซ.บ.)  ก็ได้ทรงห้ามศพของท่านจากการแตะต้องสัมผัสกับคนที่ตั้งภาคีหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตเยี่ยงที่ท่านได้เคยห้ามตัวเองจากสิ่งดังกล่าวในช่วงมีชีวิตอยู่ของท่าน



                ท่านเซด  อิบนุ  อัดดาซินะฮฺ  (รฎ.)  ถูกขายให้แก่ซอฟวาน  อิบนุ  อุมัยยะฮฺ  ซึ่งได้ซื้อท่านเซดไว้เพื่อสังหารอันเป็นการแก้แค้นให้กับอุมัยยะฮฺผู้เป็นพ่อของตน  ท่านเซดถูกนุสตอซสมุนรับของซอฟวานเป็นผู้ลงมือสังหารหลังจากที่ได้นำตัวท่านออกไปนอกเขตฮ่ารอม  (เขตต้องห้าม)  ที่ตำบลอัตตันอีม ส่วนท่านค่อบีบ  อิบนุ  อะดีย์  (รฎ.)  นั้น ฮ่าญีร  อิบนุ  อบีอิฮาบ  อัตตะมีมีย์เป็นผู้ซื้อตัวไปเพื่อฆ่าล้างแค้นให้กับพ่อของตนเช่นกัน 



                ท่านค่อบีบขณะถูกคุมขังอยู่ในบ้านหญิงรับใช้ของฮาญีรนั้นท่านจะมีพวงองุ่นขนาดใหญ่เท่าศีรษะคนเป็นอาหารรับประทานสร้างความแปลกประหลาดใจแก่หญิงคนรับใช้ดังกล่าวเป็นอย่างมากเพราะไม่ปรากฏว่าในพื้นที่ตำบลนั้นมีองุ่นกินกันเลย  ท่านค่อบีบถูกนำตัวออกไปยังตำบลอัตตันอีมเพื่อถูกตรึงกางเขน



                แต่ก่อนที่ท่านจะถูกตรึงกางเขนนั้นท่านได้ขอน้ำเพื่ออาบน้ำละหมาดและขอทำการละหมาดสองร่อกาอัต  ท่านทำการละหมาดอย่างสมบูรณ์และสวยงามเมื่อท่านเสร็จทำการละหมาดท่านได้หันหน้ามาทางพวกเหล่านั้นพลางกล่าวว่า  พึงรู้เถิด  ขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮ์ว่าถ้าหากฉันไม่เกรงว่าพวกท่านจะเข้าใจเอาเองว่าฉันทำละหมาดเสียยืดยาวเพราะกลัวว่าจะถูกฆ่าแล้วละก็ฉันย่อมจะละหมาดให้นานมากกว่านี้เป็นแน่แท้ 



                ท่านอิบนุ  อิสฮากกล่าวว่า  ท่านค่อบีบนับเป็นบุคคลแรกที่กระทำการละหมาดสองร่อกาอัตนี้ขณะที่จะถูกสังหารเป็นบรรทัดฐานให้แก่ชาวมุสลิม  ท่านอัซซุฮัยลีย์กล่าวว่า  อันที่จริงที่การละหมาดสองร่อกาอัตนั้นกลายเป็นซุนนะฮฺก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกระทำในช่วงสมัยของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ยังมีชีวิตอยู่ท่านเซด  อิบนุ  ฮาริษะฮฺเองก็เคยละหมาดสองร่อกาอัตนี้เช่นกัน  ตลอดจนท่านฮิจร์  อิบนุ  อะดีย์  อิบนิ  อัลอัดบัรเองก็เคยละหมาดเช่นกัน



                อนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนซ่อฟัรปีฮ.ศ.ที่ 4 นี้นั้นนักประวัติศาสตร์ขนานนามว่า การสู้รบที่ตำบลอัรร่อเญียะอฺ  ท่านอัลวากีดีย์กล่าวว่า  อัรร่อเญียะอฺอยู่ห่างจากอัสฟาน  4  ไมล์



                เดือนซ่อฟัร  ปีที่  4  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้ส่งเหล่าอัครสาวกของพระองค์จำนวน 70 คนซึ่งเป็นนักอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านหรืออัลกุรรออฺทั้งนี้เพื่อไปทำการสอนอัลกุรอ่านที่บ่อน้ำแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า  บ่อน้ำม่าอูนะฮฺ  ซึ่งแต่เดิมก่อนหน้านี้อบุลบัรรออฺ  อามิร  อิบนุ  มาลิกได้มาหาท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ที่นครม่าดีนะห์  ท่านศาสดาได้ทรงเรียกร้องให้เขาผู้นี้เข้ารับอิสลาม  แต่ทว่าเขาไม่ยอมเข้ารับอิสลามและก็ไม่ยอมออกจากนครม่าดีนะฮฺแต่อบุ้ลบัรรออฺก็ได้เสนอแนะแก่ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ให้ทรงส่งคนไปเรียกร้องชาวแคว้นนัจด์ให้เข้ารับอิสลามโดยมีข้อแม้ว่าบุคคผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีภูมิลำเนาใกล้ชิดกับชาวแคว้นนัจด์ 



                ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  จึงได้ส่งซ่อฮาบะฮฺไปยังที่ดังกล่าวจำนวนหนึ่งโดยมีท่านอัลมุนซิร  อิบนุ  อัมร์เป็นหัวหน้าคณะ  เหล่าซอฮาบะฮฺคณะดังกล่าวจึงออกเดินทางจนกระทั่งมาลงพักที่บ่อน้ำม่าอูนะฮฺซึ่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินของพวกเผ่าอะมีรและที่ดินของเผ่าสุลัยม์ต่อมาเหล่าซอฮาบะฮฺก็ได้ส่งท่านฮิรอม  อิบนุ  มัลฮานซึ่งเป็นพี่น้องกับพระนางอุมมุ  สุลัยม์เดินทางออกจากบ่อน้ำม่าอูนะฮฺพร้อมด้วยสาส์นของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ถึงหัวหน้าของพวกตั้งภาคีคือ  อามิร  อิบนุ  อัตตุฟัยล์ซึ่งไม่ได้สนใจใยดีกับสาส์นดังกล่าวและใช้ให้สมุนของตนสังหารท่านฮิรอม 



                ชายคนหนึ่งจึงได้จ้วงแทงท่านด้วยหอกจากทางด้านหลังจนทะลุ  ในขณะเดียวกันพวกเผ่าสุลัยม์ก็เข้าจู่โจมเหล่าซอฮาบะฮฺที่เหลือและสังหารพวกท่านเหล่านั้นทั้งหมดนอกจากท่านกะอฺบ์  อิบนุ  เซดจากเผ่าอันนัจญารคนเดียวเท่านั้นที่รอดมาได้ พวกเผ่าสุลัยม์ที่เข้าจู่โจมสังหารเหล่าซอฮาบะฮฺที่บ่อน้ำมาอูนะฮฺนั้นคือคนในสองตระกูลใหญ่ของเผ่าคือตระกูลริอฺล์และซักวาน  หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงขอดุอาอ์กุนูตในการละหมาดซุบฮ์เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มเพื่อให้ความวิบัติเกิดแก่สองตระกูลดังกล่าวบ้างก็มีรายงานรวมเอาตระกูลอะซียะฮ์และเผ่าลิฮยานเข้าไปด้วย



                เดือนซอฟัร  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลว่าลีด  (รฎ.)  ได้รับชัยชนะเหนือกองทัพเปอร์เซียในสมรภูมิอัลม่าซ๊าร  ที่ชายฝั่งทางทิศตะวันออกของแม่น้ำไทกริส  ในอิรัก  ในสมรภูมิครั้งนี้พวกเปอร์เซียต้องเสียไพร่พลเป็นจำนวน  30,000  นาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กอริน  อิบนุ  กิรยานุส  ผู้เป็นแม่ทัพของเปอร์เซียและอนูช่าญาน  แม่ทัพปีกซ้ายและกุบบาซฺ  แม่ทัพปีกขวา  ต่างก็ต้องจบชีวิตในสมรภูมิครั้งนี้ทั้งสิ้น



                วันที่  22  เดือนซอฟัร  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลว่าลีด  (รฎ.)  ได้รับชัยชนะอีกครั้งหนึ่งเหนือกองทัพเปอร์เซีย  อันเป็นชัยชนะที่กึกก้องอย่างมากทีเดียว  นั่นคือในสมรภูมิอะลีส  กองทัพของทั้งสองฝ่ายได้ทำการสู้รบพันตูกันอย่างดุเดือดจนกระทั่งเป็นการยากลำบากสำหรับฝ่ายมุสลิมที่จะตีหักทัพเปอร์เซียให้พ่ายไปได้  ท่านคอลิดจึงได้ทำการบน  (น่าซัร)  ว่า  “โอ้พระองค์อัลลอฮ์แท้จริงเป็นภาระเหนือข้าพระองค์สำหรับพระองค์  หากพระองค์ทรงประทานบ่า  (ต้นคอ)  ของพวกเขาเหล่านั้นแก่พวกเรา  ข้าพระองค์ก็จะไม่ให้หลงเหลืออยู่เลยซึ่งคนหนึ่งคนใดเหล่านั้นที่เราสามารถจัดการเขาผู้นั้นได้” 



                การสู้รบเป็นไปอย่างรุนแรงหนักหน่วงจนกระทั่งแม่น้ำแดงฉานด้วยเลือดของพวกเขา  ครั้นเมื่อกองทัพเปอร์เซียพ่ายแพ้  ท่านคอลิดได้ประกาศต่อหน้าฝูงชนว่า  “เชลย  เชลย...  ท่านทั้งหลายอย่าได้สังหารผู้ใดนอกจากบุคคลที่ขัดขืน”  และม้าศึกของชาวมุสลิมก็ประดาหน้านำแถวกลุ่มเชลยและท่านคอลิดก็ได้รวบรวมหมู่เชลยและกักน้ำในแม่น้ำไม่ให้ไหลและสำเร็จโทษเหล่าเชลยด้วยการฟันคอเหล่าเชลยในส่วนของแม่น้ำที่ได้กักไว้น้ำในแม่น้ำก็จะได้ไม่พัดพาเอาเลือดของเชลยให้ไหลไปตามสายน้ำ 



                จนกระทั่งท่านอัลกออฺกออฺ  อิบนุ  อัมร  อัตตะมีมีย์ได้แนะนำแก่ท่านค่อนค่อลิดให้ปล่อยน้ำในแม่น้ำไหลผ่านไปในพื้นดินที่แห้งกรังไปด้วยกับเลือดของเชลยจนะกระทั่งท่านคอลิดได้กระทำตามที่ท่านสาบานไว้ให้ลุล่วง  ครั้นเมื่อท่านคอลิดได้กระทำตามคำแนะนำสายน้ำในแม่น้ำที่มีสีแดงแนก็ไหลไป  ด้วยเหตุดังกล่าวแม่น้ำสายนี้จึงถูกขนานนามว่า  แม่น้ำเลือด  และในสมรภูมิครั้งนี้มีชาวเปอร์เซียและชาวอาหรับที่เป็นพันธมิตรถูกสังหารเป็นจำนวน  70,000  คน  และทุกคนที่ถูกสังหารในสมรภูมิอะลีส  นั้นล้วนแล้วแต่มาจากเมืองที่มีชื่อว่า  อัมฆีเซีย  ซึ่งท่านคอลิดก็ได้นำทหารมุ่งไปสู่เมืองนี้และมีคำสั่งให้ทำลายเมืองให้ราบคาบและเข้ายึดครองในที่สุด



                เดือนซอฟัร  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลว่าลีด  (รฎ.)  ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่องในผืนแผ่นดินอิรัก  โดยสามารถสร้างความปราชัยครั้งใหม่แก่กองทัพเปอร์เซียในสมรภูมิอัมฆีเซีย  ภายหลังการได้รับชัยชนะในศึกอะลีส  เมื่อข่าวการได้รับชัยชนะครั้งนี้รู้ถึงท่านอบูบักร  อัซซิดดิ๊ก  (รฎ.)  ท่านได้กล่าวว่า  “โอ้ปวงชนชาวกุเรซ ราชสีห์ของพวกท่านได้จู่โจมราชสีห์ตัวนั้นแล้ว (อันหมายถึงเปอร์เซีย) และสามารถฉีกเนื้อก้อนหนึ่งของราชสีห์ตัวนั้นได้ สตรีทั้งหลายไม่สามารถให้กำเนิดบุคคลเช่นคอลิด อิบนุ อัลว่าลีดได้เลย



                เดือนซอฟัร  ปีที่  16  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                เมืองบิฮัรซีร  และอัลม่าดาอินของเปอร์เซียได้ตกอยู่ในกำมือของกองทัพมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านสะอฺด์  อิบนุ  อบีวักกอซ  (รฎ.)  ในเบื้องแรก  เมืองบิฮัรซีร  ได้แตกก่อนภายหลังการสู้รบอย่างหนักหน่วงเป็นระยะเวลาหลายเดือนการตีเมืองบิฮัรซีร  แตกเกิดขึ้นภายหลังการได้รับชัยชนะของกองทัพมุสลิมเหนือกองทัพเปอร์เซียในสมรภูมิ  อัลกอดีซียะฮฺและเมืองบิฮัรซีร  นับว่าเป็นที่มั่นสุดท้ายของเปอร์เซียก่อนเข้าประชิด  อัลม่าดาอิน  ราชธานีของจักรวรรดิเปอร์เซียซึ่งในที่สุดชาวเปอร์เซียก็ได้ละทิ้งนครอัลม่าดาอินจริง  ๆ  หลังจากที่พวกเขามั่นใจว่า  ราชธานีอัลม่าดาอินต้องแตกเป็นแน่แท้  จึงทำให้มหานครแห่งนี้ถูกเปิดเบื้องหน้ากองทัพของมุสลิม 



                 โดยที่ท่านซะอฺด์  อิบนุ  อบีวักกอซ  (รฎ.)  พร้อมด้วยเหล่าทหารของท่านก็ได้เดินสำรวจตามตรอกซอกซอยที่ปราศจากผู้คนในมหานครแห่งนี้โดยไม่พบว่ามีชาวเมืองคนใดต่อสู้ขัดขวางจนกระทั่งกองทหารมุสลิมได้เดินเท้าถึงพระราชวังของจักรพรรดิกิซรอแห่งเปอร์เซียอันนับว่าเป็นประหนึ่งไข่มุกแห่งจักรวรรดิและสัญลักษณ์แห่งความเกรียงไกรตลอดจนเป็นศูนย์กลางของอำนาจและการปกครองของเปอร์เซีย 



                ท่านซะอฺด์  อิบนุ  อบีวักกอซ  (รฎ.)  ได้เดินมุ่งหน้าสู่พระราชวังโดยอัญเชิญพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์  (ซ.บ.)  ที่ว่า    
“กี่มากน้อยที่พวกเขาได้ทิ้งเรือกสวนหลากหลายและน้ำพุ (หรือตาน้ำอันเป็นที่มาของแหล่งน้ำ) หลายแห่ง และไร่นาที่ดินเพาะปลูกและอาคารรโหฐานอันมีเกียรติ และความสะดวกสบายที่พวกเขาสนุกสนานร่าเริง เช่นนั้นแหละ เราได้ให้หมู่ชนอื่นรับมรดกครอบครองมัน



                เดือนซ่อฟัร ปีที่  37  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ตุลาการสองท่านคือท่านอัมร์  อิบนุ  อัลอาศ  (รฎ.)  ผู้เป็นตัวแทนจากท่านมุอาวียะห์  อิบนุ  อบีซุฟยาน  (รฎ.)  และท่านอบูมูซา  อัลอัชอารีย์  (รฎ.)  ผู้เป็นตัวแทนจากทางฝ่ายของท่านอาลี  อิบนุ  อบีตอลิบ  (รฎ.)  ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อพยายามในการคลี่คลายปัญหากรณีพิพาทระหว่างท่านมุอาวียะห์  (รฎ.)  และท่านอาลี  (รฎ.)  ที่นำไปสู่การรบพุ่งในสมรภูมิซิฟฟีน  และตุลาการทั้งสองก็ได้ทำการเขียนสาส์นที่ประมวลถึงการยอมรับของทั้งสองฝ่ายที่พิพาทกันด้วยการนำเอาพระมหาอัลกุรอ่านมาตัดสินข้อพิพาทและการที่ตุลาการทั้งสองจะฟื้นฟูสิ่งที่อัลกุรอ่านได้ดำรงไว้โดยจะต้องไม่หลงตามอารมณ์กิเลสและไม่ใช้เลห์เหลี่ยมในการบิดพริ้วตลอดจนทำการกำหนดสถานที่ในการประชุมหารือและรับรองความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่บุคคลทั้งสอง



                ต้นเดือนซอฟัร  ปีที่  76  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                พวกค่อวาริจนิกายอัซซุฟรียะฮฺภายใต้การนำของซอและฮฺ  อิบนุ  มุสริฮฺ  อัตตะมีมีย์ได้เคลื่อนออกจากเมืองโมซุลเมือง  อัลญ่าซีเราะห์  (ในอิรัก)  และมีชุบัยยิบ  อิบนุ  ยะซีด  อัชชัยบานีย์พร้อมด้วยพลพรรคของตนก็ได้เข้าร่วมสมทบด้วย  เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในสมัยของค่อลีฟะห์อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  มัรวาน  แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์  ครั้นเมื่อเจ้าเมืองอัลญ่าซีเราะห์คือมุฮำมัด  อิบนุ  มัรวานทราบถึงการเคลื่อนพลของพวกค่อวาริจเจ้าเมืองอัลญ่าซีเราะห์ก็ได้ส่งกองทหารไปขัดตาทัพไว้จำนวนหนึ่ง 



                แต่พวกค่อวาริจก็สามารถสร้างความพ่ายแพ้แก่กองทหารดังกล่าว  ซึ่งต่อมาทั้งสองฝ่ายก็ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งหนึ่งในเมืองอามิด  บนชายฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำไทกริสด้วยการรบพุ่งอย่างหนักหน่วงรุนแรงจนกระทั่งกองทหาของซอและฮ์  อิบนุ  มุสริฮฺไม่สามารถทานไว้ได้จำต้องละทิ้งพื้นที่ในเมืองอัลญ่าซีเราะห์และมุ่งหน้าสู่ดินแดนต่าง ๆ  ของนครอัลกูฟะฮฺและที่นครอัลกูฟะฮฺนี่เองที่ท่านอัลฮัจญาจ  อิบนุ  ยูซุฟ  อัซซ่ากอฟีย์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองอิรักได้ทราบถึงเรื่องของพวกอัลค่อวาริจ  อัล ฮัจญาจจึงได้ส่งกองทัพของตนออกไปสู้รบกับพวกค่อวาริจซึ่งสามารถกำชัยชนะเหนือพวกค่อวาริจได้ในที่สุด 



                ซอและฮฺ  อิบนุ  มุสริฮฺ  ผู้นำพวกค่อวาริจก็ถูกสังหาร  พรรคพวกสมุนของซอและฮฺก็ได้เข้าร่วมกับชุบัยยิบ  อิบนุ  เซด  อัชชัยบานีย์และให้การสัตยาบันแก่ชุบัยยิบเพื่อเป็นผู้นำของพวกตน พวกค่อวาริจนิกายอัซซุฟรียะฮฺเป็นพลพรรคของซิยาด  อิบนุ  อัลอัซฟัร  ซึ่งแตกต่างจากค่อวาริจนิกายอัลอะซาริเกาะฮฺและพวกอัลอิบาฎียะฮฺ


                อนึ่ง  พวกอัซซุฟรียะฮฺค่อนข้างมีความโน้มเอียงไปทางรอมชอมและใช้สันติวิธีมากกว่าพวกอัลอะซารีเกาะฮฺและมีความเป็นสายกลางและห่างไกลจากความสุดขั้วมากที่สุดในพวกค่อวาริจทางด้านหลักการชี้ขาด  พวกนี้จะไม่ถือว่าผู้ไม่ออกรบโดยมีอุปสรรคเป็นพวกนอกศาสนาและไม่ได้ยกเลิกการขว้างสำเร็จโทษผู้ผิดประเวณีและพวกอัซซุฟรียะฮฺก็ไม่ได้มีข้อชี้ขาดให้ทำการฆ่าเด็ก  ๆ  ที่เป็นพวกตั้งภาคีหรือถือว่าเด็ก  ๆ  เหล่านั้นต้องตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ตลอดจนไม่ถือว่าผู้กระทำความผิดอันเป็นบาปใหญ่เป็นคนตกศาสนา



                มุฮำมัด  อิบนุ  มัรวาน  (เสียชีวิตฮ.ศ.101/คศ.720)  เป็นพระราชบิดาของมัรวานที่  2  ซึ่งเป็นค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อุมาวียะห์  มุฮำมัดเคยเป็นเจ้าเมืองมาก่อนโดยปกครองเมืองโมซุล  เมืองอัลญ่าซีเราะห์  แคว้นอาเมเนียร์และแคว้นอาเซอร์ไบญาน  สามารถกำชัยได้หลายครั้งในการศึกกับจักรวรรดิไบแซนไทน์



                อัลฮัจญาจ  อิบนุ  ยูซุฟ  อัซซากอฟีย์  (เสียชีวิตปีฮ.ศ.95/คศ.714)  เป็นแม่ทัพและนักกล่าวสุนทรพจน์ของชาวอาหรับ  เกิดในเมืองตออิฟ  ค่อลีฟะห์อับดุลม่าลิก  อิบนุ  มัรวานได้แต่งตั้งอัลฮัจญาจเป็นแม่ทัพเพื่อปราบปรามท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อัซซุบัยร์  ในแคว้นอัลฮิญาซต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองนครมักกะฮฺ  นครม่าดีนะฮฺ  เมืองตออิฟ  และเมืองอิรัก  อัลฮัจญาจได้ปราบกบถอิบนุ  อัลอัซฮัรในสมรภูมิ  วาดีย์อัลญ่ามาญิม  (หุบผากระโหลก)  เป็นผู้สร้างนครวาซิต  ในอิรักซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองอัลบัสเราะฮฺและเมืองอัลกูฟะฮฺและตั้งเมืองวาซิตเป็นศูนย์กลางปกครองแผ่นดินอิรัก  (คศ.702-705) 



                อัลฮัจญาจได้ให้ความสนใจและทำนุบำรุงการชลประทานและการปรับปรุงเงินตรา  มีความเลื่องลือทางด้านความคมคายในโวหารของการกล่าวสุนทรพจน์และความรุนแรงเด็ดขาดในการปกครองจนมีบางคนขนานนามอัลฮัจญาจว่าเป็น  จอมกระหายเลือด  ...



                ต้นเดือนซอฟัร  ปีที่  122  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านเซด  อิบนุ  อาลีซัยนุ้ลอาบีดีน  อิบนิ  อัลฮุเซ็น  อิบนิ  อาลี  (รฎ.)  ได้ก่อการกบถต่อฮิชาม  อิบนุ  อับดิลมาลิกค่อลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อุมาวียะห์โดยท่านเซดได้เรียกร้องการเป็นค่อลีฟะห์ให้กับตัวของท่านหลังจากที่มีบุคคลให้สัตยาบันต่อท่านในนครอัลกูฟะฮฺเพียงแห่งเดียวถึง  40,000  คน  และท่านได้เรียกร้องให้พรรคพวกของท่านร่วมมือก่อการแข็งขืนกบถต่อพวกอุมาวียะห์  แต่ปรากฏว่ามีผู้ให้การตอบรับคำเรียกร้องของท่านเพียง  218  คนเท่านั้น  ท่านเซดได้ทำการสู้รบกับพวกทหารชามหลายครั้งด้วยกัน  ในช่วงแรกท่านได้รับชัยชนะในบางสมรภูมิแต่ท้ายที่สุดท่านก็ได้รับความปราชัยและถูกสังหาร


                ท่านเซด  อิบนุ  อาลี  ซัยนุ้ลอาบีดีน  (เสียชีวิตฮ.ศ.699/คศ.740)  เป็นอิหม่ามท่านแรกของชาวชีอะห์  กลุ่มอัซซัยดียะฮฺ  ท่านเซด  อิบนุ  อาลี  (รฎ.)  นับเป็นบุคคลแรกในสายวงศ์วานของท่านอาลี  อิบนุ  อบีตอลิบ  (รฎ.) ที่ลุกขึ้นต่อสู้ท้าทายอำนาจของราชวงศ์อุมาวียะห์ด้วยการใช้กำลังอาวุธและใช้ความพยายามในการทำลายและโค่นล้มอำนาจของพวกอุมาวียะห์ตลอดจนเข้ายึดครองบัลลังก์แห่งความเป็นผู้นำของปวงชนมุสลิม 



                ในสมรภูมิครั้งสุดท้ายที่ท่านเซดได้ทำการสู้รบกับพวกอุมาวียะห์นั้นท่านมีกำลังทหารเป็นทหารม้าจำนวนถึง  500  นาย  ส่วนทหารของฝ่ายมุอาวียะห์นั้นมีจำนวนมากกว่า  12,000  นาย  ชัยชนะเกือบจะเป็นของท่านเซดและเหล่าทหารหาญจำนวน  500  นาย  ที่ร่วมรบกับท่านทว่าได้มีลูกธนูลูกหนึ่งได้ปักเข้าที่หน้าผากด้านซ้ายของท่านจึงมีการตามหมอสนามนายหนึ่งที่มีชื่อว่า  ซุฟยานมาให้การรักษาซึ่งปรากฏว่ายังไม่ทันที่หมอผู้นี้จะได้มองเห็นลูกธนูที่ฝังอยู่ในหัวของท่านอย่างชัดเจนหมอผู้นี้ก็ชิงกล่าวว่า "ถ้าหากว่าท่านดึงลูกธนูออกจากศีรษะของท่านแล้วละก็ท่านตายแน่” ท่านเซดกล่าวว่า “ความตายนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายยิ่งสำหรับฉันมากกว่าที่ฉันกำลังเป็นอยู่” ครั้นเมื่อดึงลูกธนูออกจากศีรษะของท่านเซด อิบนุ อาลี ซัยนุ้ลอาบีดีน (รฎ.)  ท่านก็เสียชีวิตในทันใด 



                บรรดาพลพรรคของท่านได้ทำการฝังศพของท่านในสถานที่ที่ปลอดภัยและห่างไกลจากสายตาของบรรดาศัตรู  แต่ทว่าศัตรูของท่านเซดก็สามารถรู้ถึงสถานที่ผังศพของท่านในวันถัดมาและทำการขุดหลุมฝังศพของท่านเพื่อนำไปประจานในนครอัลกูฟะฮฺ  ณ  สถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า  อัลกุนาซะฮฺ  และส่งศีรษะของท่านเซด  อิบนุ  อาลีไปยังนครดามัสกัส  เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในปี  122  แห่งฮิจเราะห์ศักราช



                กลางเดือนซอฟัร  ปีที่  204  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ค่อลีฟะห์อัลมะมูน  อิบนุ  ฮารูน  อัรร่อชีดแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ได้เสด็จเข้าสู่กรุงแบกแดดภายหลังการได้รับสัตยาบันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ขณะที่พระองค์ทรงพำนักอยู่ในเมือง  อัรรอย  ซึ่งพระองค์ทรงพำนักอยู่ในเมืองแห่งนี้เป็นระยะเวลาถึง  6  ปีโดยประมาณ  พระองค์ได้รับการให้สัตยาบันภายหลังการสิ้นพระชนม์ของค่อลีฟะห์  อัลอามีน  ผู้เป็นพี่น้องร่วมพระบิดาคือค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดและพระนางซุบัยดะห์  ส่วนพระมารดาของค่อลีฟะห์อัลมะมูนนั้นทรงเป็นพระสนมชาวเปอร์เซียน  ค่อลีฟะห์อัลอามีนทรงสิ้นพระชนม์ในวันที่  25  เดือนมุฮัรรอม  ปีฮ.ศ.ที่  198  พระองค์ทรงเป็นค่อลีฟะห์องค์ที่  6  แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์  (ฮ.ศ.193/คศ.809)



                เดือนซอฟัร  ปีที่  210  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กองทหารแห่งค่อลีฟะห์อัลมะมูนได้กดดันให้นัซรฺ  อิบนุ  ช่าบัซฺ  ซึ่งก่อการกระด้างกระเดื่องต่อค่อลีฟะห์ยอมจำนนและถูกนำตัวสู่มหานครแบกแดด  นัซรฺผู้นี้เป็นผู้ที่นิยมและภักดีต่อค่อลีฟะห์อัลอามีน  และต้องการแก้แค้นค่อลีฟะห์  อัลมะมูน  ทั้งนี้เป็นเพราะเหตุที่ค่อลีฟะห์อัลมะมูนทรงรวบรวมพลพรรคชาวแคว้น  อัลคุรอซานมาค้ำจุนอำนาจของพระองค์โดยเอาใจออกห่างจากชาวอาหรับ  (ชาวแคว้นอัลคุรอซานส่วนใหญ่เป็นชาวเปอร์เซีย) 



                ในช่วงแรก  ๆ  ของการก่อการกระด้างกระเดื่อง  นัซรฺ  อิบนุ  ช่าบัซฺ  สามารถเข้ายึดครองหัวเมืองใกล้เคียงได้หลายหัวเมืองและได้รับการสนับสนุนจากชาวอาหรับ  ตอฮิร  อิบนุ  อัลฮุซัยน์ข้าหลวงปกครองแคว้นอัลคุรอซานและแม่ทัพใหญ่แห่งค่อลีฟะห์อัลมะมูน  ต้องประสบกับความล้มเหลวในการเอาชนะ  นัซรฺ  ผู้นี้ได้  ดังนั้นค่อลีฟะห์อัลมะมูนจึงทรงปลด  ตอฮิร  ออกจากตำแหน่งและทรงแต่งตั้งอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ตอฮิร  อิบนิ  อัลฮุซัยน์  ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนซึ่งในที่สุด  อับดุลลอฮฺผู้นี้ก็สามารถจับกุมนัซรฺ  อิบนุ  ช่าบัซฺได้เป็นผลสำเร็จ



                นัซรฺ  อิบนุ  ช่าบัซฺ  (เสียชีวิตหลังปีฮ.ศ.210/คศ.825)  เป็นบุคคลในเผ่าอุกอยล์และได้ตั้งตนเป็นอิสระในเมืองฮ่าลับ  (เมืองหนึ่งในซีเรีย)  หลังการสิ้นพระชนม์ของค่อลีฟะห์อัลอามีน  ถูกปราบปรามในปีคศ.825  โดยมีรายละเอียดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว



                เดือนซอฟัร  ปีที่  338  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                คณะทูตานุทูตของพระจักรพรรดิคอนสแตนตินที่  7  แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้เดินทางมาถึงมหานครโคโดบาฮฺ  (กุรตุบะฮ์)  ในรัชสมัยค่อลีฟะห์อับดุรเราะห์มาน  อันนาซิร  (ฮ.ศ.277-350/คศ.890-961)  โดยนำของกำนัลอันมีค่ายิ่งมาถวายโดยมีจุดประสงค์สร้างสัมพันธไมตรีให้มีความเข้มแข็งกับอาณาจักรอัลอุมาวียะห์ในเอ็นดาลูเซีย  (สเปน)  ซึ่งมีความเจริญสุดขีดในรัชสมัยของค่อลีฟะห์อันนาซิร  ทั้งทางด้านการเมืองและการเศรษฐกิจอันเป็นผลทำให้บรรดากษัตริย์ทั้งหลายในยุโรปมีความครั่นคร้ามและกลัวเกรง  บรรดากษัตริย์ของยุโรปจึงแสดงออกซึ่งความภักดีต่ออาณาจักรอิสลามแห่งนี้และพยายามประนีประนอมและสร้างความพึงพอใจแก่ค่อลีฟะห์อันนาซิร  พระองค์นี้ 


                อนึ่งค่อลีฟะห์อับดุรเราะห์มาน  อันนาซิร  พระองค์นี้ทรงเป็นค่อลีฟะห์ที่ทรงเลื่องลือที่สุดในเอ็นดาลูเซีย  ในช่วงที่ราชวงศ์อุมาวียะห์มีราชธานีอยู่ที่มหานครโคโดบาฮฺ  (กุรตุบะฮ์)พระองค์ได้รับการให้สัตยาบันในการเป็นค่อลีฟะห์ในปีฮ.ศ.ที่  316/คศ.929  และได้รับการขนานนามว่า  อมีรุ้ลมุอ์มีนีน  (ผู้นำแห่งปวงชนผู้ศรัทธา)



                วันที่  3  เดือนซอฟัร  ปีที่  484  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านซีรีย์  อิบนุ  อบีบักร  อัลลัมตูนีย์ได้นำทัพเข้าตีมหานครโคโดบาฮฺ  จากเจ้าเมืองอัลมะมูน  อิบนุ  อัลมุอฺตะมิด  อิบนิ  อับบาด  ทั้งนี้ท่านยูซุฟ  อิบนุ  ตาชฟีน  ผู้นำกลุ่มอัลมุรอบีฎีน  ในมอรอคโคได้มีคำสั่งให้ซีรีย์  อิบนุ  อบีบักรทำการปราบปรามรัฐต่าง ๆ  ในเอ็นดาลูเซียให้จำนนอยู่ภายใต้อำนาจของพวกอัลมุรอบีฎีน  พวกมุรอบีฎีนซึ่งมีเชื้อสายเบอร์เบอร์จากตระกูลลัมตูนะฮฺในเผ่าซอนฮาญะฮฺได้สถาปนาอาณาจักรอิสลามขึ้นในมอรอคโคและมีอำนาจปกครองมอรอคโค  เอ็นดาลูเซีย  และแอฟริกาเหนือระหว่างปีฮ.ศ.448-541



                เดือนซอฟัร  ปีที่  564  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
พวกครูเสดภายใต้การนำของอามูรีย์  กษัตริย์แห่งอาณาจักรคริสเตียนในกรุงเยรูซาเล็มได้ยกทัพเข้าสู่เมืองบิลบัยซฺ  (เมืองหนึ่งในอียิปต์  จังหวัดอัชชัรกียะฮฺ)  ของอียิปต์  พวกครูเสดได้ทำการฆ่าและสังหารชาวเมืองทังหมดไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว  คนชรา  ผู้ชายหรือผู้หญิง



                วันที่  27  เดือนซอฟัร  ปีที่  589  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนซ่อลาฮุดดีน  อัลอัยยูบีย์ผู้กำราบกองทัพครูเสดได้เสียชีวิต  ณ  กรุงดามัสกัส  ในซีเรีย  ท่านซ่อลาฮุดดีน  ยูซุฟ  อิบนุ  อัยยูบ  อัลอัยยูบีย์  (ฮ.ศ.532-589/คศ.1138-1193)  ถือกำเนิดที่เมืองติกรีต  (เป็นเมืองหนึ่งในอิรักที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแม่น้ำไทกริสทางด้านเหนือเมืองซามัรรออฺ)  และท่านเสียชีวิตในกรุงดามัสกัสราชธานีแห่งซีเรีย  ท่านเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรอัลอัยยูบีย์  ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามครูเสด  ชาวตะวันตกรู้จักท่านในนาม  สลาดิน  ท่านมีเชื้อสายชาวเคิร์ด  ได้เข้ารับราชการกับท่านนูรุดดีน  ซังกีย์พร้อมด้วยบิดาและอาของท่านคือ  อะสะดุดดีนชีรอกโก 



                ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งมหาเสนาบดีในรัชสมัยค่อลีฟะห์อัลอาฎิด  แห่งราชวงศ์อัลฟาฎีมียะห์ซึ่งต่อมาท่านก็สามารถเข้ากุมอำนาจในอียิปต์และโค่นล้มราชวงศ์อัลฟาฎีมียะห์ได้และหันมากล่าวคำขอพรในการแสดงธรรม(คุตบะฮฺ)แก่ค่อลีฟะห์แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ตลอดจนยอมรับถึงพระราชอำนาจของค่อลีฟะห์แห่งมหานครแบกแดดในปีคศ.1171  หลังการเสียชีวิตของเจ้านายเก่านูรุดดีน  ท่านก็สามารถเอาชนะพวกลูกหลานในตระกูลอัซซังกีย์และผนวกเมืองฮิมซ์และเข้ายึดครองซีเรียและเมืองโมซุล  ท่านสามารถยึดเมืองตอบรียะฮฺได้และสร้างความปราชัยแก่พวกครูเสดใกล้กับภูเขาฮิตตีน  ในสมรภูมิฮิตตีนปีคศ.1187  และจับฆีดี  ลูซีอัน  กษัตริย์แห่งอัลกุดส์  (เยรูซาเล็ม)  เป็นเชลยและเคลื่อนทัพเข้าพิชิตกรุงเยรูซาเล็มจากพวกครูเสดได้ตลอดจนทำสัญญาสงบศึกและประนีประนอมกับพวกครูเสด



                                วันที่  15  เดือนซอฟัร  ปีที่  609  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ชาวมุสลิมในเอ็นดาลูเซีย  (สเปน)  ได้ประสบกับความปราชัยอย่างปวดร้าว  โดยอัลฟองโซที่  8  กษัตริย์แห่งสเปนคริสเตียนได้สร้างปราชัยอย่างย่อยยับแก่กองทัพของมุสลิมซึ่งนำทัพโดยอันนาซิรลี่ดีนิ้ลลาฮ์  มุฮัมมัด  อิบนุ  ยะอ์กู๊บ  ซุลตอนของพวกอัลมุวะฮฺฮี่ดูนที่ป้อมปราการ  อัลอุกอบ  (Las  Navas  de  Tolosa)    -เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับลาส  นาวาส  ดิ  ตูลูซ่าที่เส้นพรมแดนของเอ็นดาลูเซีย-  อันนาซิรจำต้องล่าถอยทัพโดยละทิ้งเหล่าทหารที่เสียชีวิตไว้ในสนามรบเป็นเรือนแสน  สมรภูมิครั้งนี้นับว่าเป็นข่าวร้ายที่บอกถึงการสิ้นสุดอำนาจของมุสลิมในมอรอคโคและเอ็นดาลูเซีย  ยิ่งไปกว่านั้นอาณาจักรของพวกอัลมุวะฮฺฮี่ดูนเองก็ต้องล่มสลายหลังการพ่ายในสมรภูมิครั้งนี้ในปีฮ.ศ.667



                วันที่  21  เดือนซอฟัร  ปีที่  647  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                พระเจ้าหลุยส์ที่  9  กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสได้นำทัพเข้ายึดครองเมืองดุมยาตหัวเมืองชายทะเลของอียิปต์ในตอนเริ่มแรกของการทำสงครามครูเสดเข้ายึดครองอียิปต์  การยึดหัวเมืองชายทะเลของพวกครูเสดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการถอนทัพของกองทัพอียิปต์ภายใต้การนำของฟัครุดดีน  ยูซุฟ  อิบนุ  อัชชัยค์เป็นทัพหน้าโดยไม่มีเงื่อนไขใด  ๆ  หลังมีข่าวลือว่าท่านซุลตอน  นัจมุดดีน  อัยยูบ  แห่งอียิปต์ทรงสิ้นพระชนม์ได้แพร่สะพัด



                พระเจ้าหลุยส์ที่  9  แห่งฝรั่งเศสหรือที่เป็นที่รู้จักในนามเซนต์หลุยส์ทรงนำทัพของพระองค์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสทำสงครามครูเสดครั้งที่  7  และ  8  พระองค์ทรงเดินทัพเรือออกจากฝรั่งเศสสู่เกาะไซปรัสเพื่อตั้งทัพรออยู่ที่นี่จนกระทั่งหมดฤดูหนาวในปีคศ.1248  หลังจากนั้นก็เดินทัพเรือเข้าประชิดหัวเมืองชายทะเลของอียิปต์และสามารถตีเอาเมืองดุมยาตได้โดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ    เมื่อวันที่  21  เดือนซอฟัร  ฮ.ศ.647  ตรงกับกรกฎาคม  ปีคศ.1249 



                ท่านซุลตอนอัซซอและฮฺ  นัจมุดดีน  อัยยูบ  อิบนุ  มุฮัมมัดจึงได้รุดหน้าจากนครดามัสกัสสู่อียิปต์เมื่อท่านได้ทราบข่าวการเข้ายึดครองเมืองดุมยาตของพวกครูเสด  แต่ทว่าท่านซุลตอนได้ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อนโดยยังไม่ทันที่จะดำเนินการป้องกันใด  ๆ  ต่อการรุกรานของพวกครูเสด  ด้วยสาเหตุการสิ้นพระชนม์แบบปัจจุบันทันด่วนของท่านซุลตอนและการเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลของอียิปต์ในครั้งนี้ 



                พระนางช่าญัร  อัดดุรริ  ผู้เป็นพระมเหสีจึงได้ปิดข่าวการสิ้นพระชนม์ของซุลตอนผู้เป็นพระสวามีไว้ไม่ให้แพร่งพรายรั่วไหลจนกว่ารัชทายาทที่ถูกต้อง  คือเจ้าชายตูรอน  ชาฮ์จะเดินทางกลับถึงอียิปต์เสียก่อนซึ่งตอนนั้นเจ้าชายตูรอน  ชาฮ์ทรงประจำอยู่ที่ป้อมกัยฟา  ซึ่งอยู่ที่เขตชานเมืองอิรัก  ทางฝ่ายของพระเจ้าหลุยส์ที่  9  แม่ทัพพวกครูเสดหลังจากที่ตีเมืองดุมยาตได้ก็ตั้งมั่นอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา  6  เดือน  โดยเฝ้ารอคอยกวนเต้  เดอร์  บูวาติเย่ฮิ  ผู้เป็นพระอนุชาองค์ที่สามของพระองค์ 



                ครั้นเมื่อบุคคลผู้นี้ได้เดินทางมาถึงแล้ว  พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงเรียกประชุมสภาสงคราม  ซึ่งมีบางคนเสนอให้เดินทัพเข้าตีเมืองอเล็กซานเดรียต่อไปเพราะเป็นเมืองท่าที่เหมาะสมในการเป็นท่าจอดกองเรือรบและการส่งกำลังบำรุง  ยังเมืองนี้ก็ยังกระทำได้ง่ายอีกด้วย  แต่ทว่าได้รับการคัดค้านจาก  (พอยท์ธิเออล์)  ซึ่งเสนอให้เดินทัพมุ่งเข้าตีราชธานีของอียิปต์คือกรุงไคโรโดยกล่าวว่า”ผู้ใดมุ่งมาดปลิดชีวิตงูใหญ่แล้วไซร้ ก็จงตีที่หัวของมันเป็นประการแรก” พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะดังกล่าว



                ครั้นต่อมาพวกครูเสดก็ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของซุลตอน  พวกครูเสดจึงได้ฉวยโอกาสดังกล่าวด้วยการทิ้งเมืองดุมยาตและเดินทัพตามแนวชายฝั่งแม่น้ำไนล์ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำดุมยาตที่เป็นสาขาลงมาทางใต้ของเมืองดุมยาตโดยมีกองเรือรบล่องมาในแม่น้ำไนล์เคียงคู่กับกองทัพบกของพวกครูเสดผ่านฟาริสโก,ซาริมซาฮฺ,ฟารอมูนจนกระทั่งถึงทะเลน้อยที่เมืองอัชมูมตอนนาคในวันที่  19  ธันวาคม  คศ.1249  ซึ่งทะเลน้อยแห่งนี้เป็นเส้นแบ่งพวกครูเสดและค่ายทหารของฝ่ายมุสลิมซึ่งตั้งอยู่ตามรายทางของเมืองอัลมันซูเราะฮฺ 



                พวกครูเสดได้ข้ามทะเลน้อยแห่งนี้และสามารถเข้าประชิดค่ายทหารของฝ่ายมุสลิมโดยที่ฝ่ายมุสลิมไม่ทันตั้งตัว  เจ้าชายฟัครุดดีน  ยูซุฟแม่ทัพของกองทัพอียิปต์ก็พยายามรวบรวมกำลังทหารให้ทำการต่อสู้แต่ทว่าก็ต้องเสียทีแก่ข้าศึกสิ้นชีวิตบนหลังม้าศึก หลังจากที่กองทัพอียิปต์แตกพ่ายไม่เป็นกระบวน  พวกครูเสดภายใต้การนำทัพของกวนเต้  เดอร์  โรเบิร์ต  ออตโตก็เข้าตีประตูเมืองแห่งหนึ่งของเมืองอัลมันซูเราะห์  และตีฝ่าเข้ามาภายในตัวเมืองด้วยการเข้าตีกองทหารย่อย  ๆ  ที่กระจัดกระจายอยู่ตามถนนหนทางและตรอกซอกซอยในตัวเมืองจนกระทั่งกองหน้าของพวกครูเสดสามารถตีฝ่าตลุยเข้ามาจนเกือบถึงพระตำหนักของท่านซุลตอนในขณะนั้นซึ่งก็คือ  ตูรอน  ชาฮ์นั่นเอง 



                กองทหารครูเสดได้กระจายกำลังไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในตัวเมืองโดยชาวเมืองอัลมันซูเราะห์  ก็ได้ทำการต่อสู้อย่างเข็มแข็งด้วยการใช้ก้อนหิน  ก้อนอิฐตลอดจนธนูทั้งขว้างทั้งยิงเข้าใส่พวกครูเสดจนตั้งตัวไม่ติด



                ในระหว่างนั้นเองกองกำลังทหารอัลม่ามาลีกประจำแม่น้ำไนล์แห่งซุลตอน  อัซซอและฮ์ก็ได้รวบรวมกำลังไพร่พลอยู่นอกตัวเมืองอัลมันซูเราะห์  ต่อจากนั้นก็นำไพร่พลกระหนาบเข้าตีพวกแฟรงค์ครูเสดด้วยการนำของเจ้าชายบัยบรัส  อัลบุนดุกดารีย์  อัศวินแห่งพวกม่ามาลีก ชัยชนะของพวกครูเสดที่เกือบจะเด็ดขาดอยู่รำมะร่อก็ต้องกลับกลายเป็นความปราชัยไปในทันใด  กองทัพของพวกครูเสดต้องถูกบดขยี้จนราบพนาสูรแม้กระทั่ง  กวนเต้  เดอร์  โรเบิร์ต  ออตโตเองก็สิ้นชีพในการรบในครั้งนี้ซึ่งนำไปสู่ชัยชนะของมุสลิมในสมรภูมิอัลมันซูเราะห์ครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา



                วันที่  16  เดือนซอฟัร  ปีที่  960  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กรุงคอนสแตนติโนโปลิส  (อิสตันบูล)  ราชธานีแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้จัดให้มีการลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือทางทหารระหว่างซุลตอนสุลัยมาน  ข่านที่  1  อัลกอนูนีย์แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์และพระเจ้าเฮนรี่ที่  2  กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศสเพื่อร่วมต่อต้านและทำสงครามกับพระเจ้าชาร์ลที่  5  หรือคาร์ลที่  5  หรือชาร์ลกันซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งราชอาณาจักรสเปน  (คศ.1516)  และราชอาณาจักรต่าง ๆ  ของตะวันตกอันประกอบด้วยออสเตรีย,ฮอลแลนด์,เยอรมันและครองส่วนหนึ่งทางตอนใต้ของอิตาลีและรัฐเจนัวและรัฐฟลอรันซ่าก็อยู่ภายใต้อาณัติของจักรพรรดิชาร์ลกันผู้นี้อีกด้วย



                พระเจ้าเฮนรี่ที่  2  ได้ทรงทุ่มเทความพยายามอย่างมากที่จะให้มีการลงนามของซุลตอนแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ในสนธิสัญญาครั้งนี้เพื่อที่พระองค์จะได้ใช้กองทัพเรือของอุษมานียะห์เข้าร่วมสมทบกับฝรั่งเศสในการเผชิญหน้ากับจักรพรรดิชาร์ลกัน  ซึ่งในขณะเดียวกันซุลตอนสุลัยมานข่านที่  1  อัลกอนูนีย์ก็ทรงเห็นว่าพระองค์มีโอกาสใช้ข้อดีของสนธิสัญญาในการแผ่แสนยานุภาพและแผ่ขยายดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ในยุโรปและด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนของยุโรปเองโดยที่สนธิสัญญาดังกล่าวได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเมืองใดหรือตำบลใดก็ตามที่กองทัพของอุษมานียะห์สามารถเอาชัยชนะและเข้ายึดครองได้ในระหว่างการรบนั้นย่อมตกเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของจักรวรรดิอุษมานียะห์  สนธิสัญญาดังกล่าวลงนามในวันที่  1  กุมภาพันธ์  คศ.1553



                อนึ่งความพยายามของราชอาณาจักรฝรั่งเศสที่จะลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือทางทหารกับจักรวรรดิอุษมานียะห์เพื่อต่อต้านชาร์ลกันนั้นมีมาตั้งแต่พระเจ้าฟรานซิสที่  1  ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าเฮนรี่ที่  2  แล้วโดยได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตด้วยการจัดส่งทูตของฝรั่งเศสมาประจำที่อุษมานียะห์โดยพระราชินีลูอิส  พระมเหสีในพระเจ้าฟรานซิสที่  1  แห่งฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งมาในระหว่างที่พระเจ้าฟรานซิสที่  1  เองทรงตกเป็นเชลยอยู่ในสเปนแต่ทว่าทูตของฝรั่งเศสกลับถูกเจ้าเมืองบอสเนียจับกุมตัวพร้อมด้วยคณะทั้งหมดเสียก่อนขณะเดินทางมุ่งสู่กรุงคอนสแตนติโนโปลิส  (อิสตันบูล)  และถูกเจ้าเมืองบอสเนียประหารชีวิตทั้งหมด 



 
ในตอนปลายปีคศ.1525  คณะทูตานุทูตของฝรั่งเศสชุดที่สองนำโดย  ญองฟรังบานี่  พร้อมด้วยพระราชสาส์นของเจ้ากรุงฝรั่งเศสก็เดินทางถึงกรุงอิสตันบูลและมีการให้การต้อนรับคณะทูตานุทูตตลอดจนแลกเปลี่ยนพระราชสาส์นระหว่างทั้งสองเรื่อยมาจนกระทั่งถึงรัชกาลของพระเจ้าเฮนรี่ที่  2  และมีการลงนามสนธิสัญญาดังกล่าวในเวลาต่อมา



                วันที่  20  เดือนซอฟัร  ปีที่  974  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ซุลตอนสุลัยมาน  ข่าน  อัลกอนูนีย์ที่  1  ทรงสิ้นพระชนม์และพระราชโอรส  ส่าลีมที่  2  เสด็จขึ้นครองราชย์สืบมา ซุลตอนอัลฆอซี  สุลัยมาน  ข่านที่  1  อัลกอนูนีย์  ทรงประสูติเมื่อต้นเดือนชะอ์บาน  ปีคศ.ที่  900  ตรงกับวันที่  27  เมษายน  คศ.1495  นับเป็นซุลตอนองค์ที่  10  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์  ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่  17  เดือนเชาว้าล  ปีฮ.ศ.926  ตรงกับวันที่  30  เดือนกันยายน  คศ.1520  ในช่วงรัชสมัยของซุลตอนสุลัยมานนับว่าจักรวรรดิอุษมานียะห์มีความเจริญขีดสุดและมีพระราชอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมากที่สุด


                วันที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์นั้นตรงกับวันที่  5  กันยายน  คศ.1566  ขณะมีพระชนมายุได้  74  พรรษา  ระหว่างทำการปิดล้อมป้อมอัรลุ่  ในฮังการีได้ห้าเดือนทรงอยู่ในรัชกาล  48  ปีหรือ  46  ปีซึ่งตลอดรัชกาลของพระองค์ทรงทุ่มเทไปในการแผ่ขยายพระราชอาณาเขตและสร้างความรุ่งเรืองแก่จักรวรรดิจนกระทั่งเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด  มหาเสนาบดีของพระองค์ได้ทำการปิดข่าวการสิ้นพระชนม์ของซุลตอนไว้ในตอนแรกเนื่องด้วยกลัวว่าเหล่าทหารที่กำลังปิดล้อมป้อมอัรลุ่  ในฮังการีอยู่ในขณะนั้นจะเสียขวัญและประสบความล้มเหลว  เสนาบดีจึงได้ส่งข่าวถึงส่าลีมที่  2  พระราชโอรสซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เมืองกูตาฮียะห์  ให้รับทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดาและขอให้เสด็จนิวัตรสู่นครอิสตันบูลโดยเร็วที่สุดเพื่อมิให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย 



                และในวันที่  8  กันยายน  ปีเดียวกันนั้น  กองทัพแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ก็ได้เข้าตีป้อมอัรลุ่  และสามารถเข้ายึดครองป้อมแห่งนี้ได้ด้วยการรบพุ่งอย่างหนักหน่วง  ในช่วงท้ายของการสู้รบได้เกิดรอยแตกขนาดใหญ่ที่กำแพงป้อมทำให้กำแพงถล่มลงมาทับทหารของทั้งสองฝ่ายทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  รอยแตกดังกล่าวเกิดจากแรงระเบิดของดินระเบิดหรือดินปืนที่พวกทหารฮังการีได้เตรียมเอาไว้เพื่อจุดให้ระเบิดขึ้นซึ่งทหารฮังการีที่ถูกปิดล้อมมองเห็นว่าต้องพ่ายแพ้แก่พวกอุษมานียะห์เป็นแน่แท้จึงเตรียมระเบิดไว้จุดเมื่อตอนทหารอุษมานียะห์กรูกันเข้ามาให้ตายตามกันไป



                มหาเสนาบดีมุฮัมมัด  ปาชาได้ทำการประกาศถึงชัยชนะในครั้งนี้ไปทั่วทุกหัวเมืองในนามของซุลตอนสุลัยมานซึ่งข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ยังไม่เป็นที่ทราบกันจนกว่ามหาเสนาบดีจะแน่ใจเสียก่อนว่าเจ้าชายส่าลีมพระราชโอรสจะทรงเสด็จถึงนครอิสตันบูลเสียก่อนจึงจะแจ้งข่าวดังกล่าวพร้อมการขึ้นครองราชย์ของซุลตอนส่าลีมที่  2  ซุลตอนสุลัยมานมีความเลื่องลือด้วยการจัดระบบการบริหารภายในประเทศ  พระองค์ทรงนำเอาการเปลี่ยนแปลงบางส่วนเข้ามาใช้ในระบบการจัดการศึกษาซึ่งท่านซุลตอนมุฮัมมัด  อัลฟาติฮฺเคยวางเอาไว้โดยทรงกำหนดให้ตำแหน่งมุฟตี  เป็นตำแหน่งสูงสุดทางด้านวิชาการและยังทรงปรับเปลี่ยนตำแหน่งกรมกองในกองทหารเจนนิสรีย์ให้ทันสมัยอีกด้วย 



                และปรากฏว่าจำนวนกำลังทหารของอุษมานียะห์ในขณะที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์นั้นมีจำนวนถึง  300,000  นาย  เป็นกองกำลังทหารประจำการที่ได้รับการฝึกอย่างเป็นระเบียบ  50,000  นาย  ส่วนที่เหลือเป็นทหารกองเกินและกองหนุน  มีจำนวนปืนใหญ่ทั้งหมด  300  กระบอก  กองทัพเรืออีก  300  ลำ



                ความรุ่งเรืองในสมัยซุลตอนสุลัยมานข่านที่  1  อัลกอนูนีย์มิได้จำกัดอยู่เฉพาะทางด้านการทหารและการแผ่ขยายอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลเท่านั้นแต่ยังรวมถึงด้านความเจริญของบ้านเมืองทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งสิ่งก่อสร้างทางการทหารเป็นต้นว่าป้อมปราการในเกาะโรดส์  เบลเกรด  บูดาเปสต์  ฯลฯ  บรรดามัสยิดกลาง  บ่อน้ำหรือที่ดื่มน้ำสาธารณะ  เขื่อนและสะพานข้ามแม่น้ำลำคลองในหัวเมืองมณฑลของจักรวรรดิโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  นครมักกะฮฺ  นครแบกแดด  นครดามัสกัส  ฯลฯ 



                และในรัชสมัยของพระองค์นั้นยังคงคราครั่งไปด้วยบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตและนักปกครองที่ยิ่งใหญ่หลายท่าน  อาทิเช่น  มหาเสนาบดีรุสตุม  ปาชา  ท่านมุฮัมมัดฎออักลู่  และท่านมหาเสนาบดีกามาล  ปาชาซาดะฮฺ  มีนักกวีเอกนามว่า  บักกีย์  ที่รู้จักกันในนามเจ้าชายแห่งบรรดานักกวี  มีนักสถาปัตย์และวิศวกรนามอุโฆษแห่งยุคคือท่านซินาน  อิบนุ  อับดิลลาฮฺ  อิบนิ  อับดิลมันนาน  และในรัชสมัยของพระองค์นี้  กรุงคอนสแตนติโนโปลิส  ได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นราชธานีแห่งอิสลามอย่างสมบูรณ์และเป็นยุคทองของอุษมานียะห์



                วันที่  25  เดือนซอฟัร  ปีที่  1045  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านซุลตอนฆอซี  มุร๊อด  ข่านที่  4  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้ทำการพิชิตเมืองอิริวาน  ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน(ปัจจุบันอยู่ในเขตสหพันธรัฐรัสเซียในรัฐดาฆิสถานซึ่งเป็นเขตปกครองตนเอง)  การพิชิตเมืองอิริวาน  ตรงกับวันที่  10  สิงหาคม  คศ.1635  ในการพิชิตเมืองนี้ซุลตอนมุร๊อด  ข่านที่  4  ทรงเสด็จนำทัพด้วยพระองค์เอง  ครั้นเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองนี้ด้ก็ทรงเสด็จกลับราชธานีอัลอิสตานะฮฺ  (อิสตันบูล)  เพื่อพักผ่อนพระวรกายที่ทรงตรากตรำในการศึกสงคราม  แต่ทว่ากองกำลังทหารของอิหร่านในราชวงศ์อัซซ่อฟาวียะห์ก็สามารถตีเมืองนี้กลับคืนไปได้อีกครั้งหนึ่งในสมรภูมิวาดี  มิฮฺรอบานในปีถัดมา  (1636) 



                ครั้นเมื่อซุลตอนทราบข่าวการเสียเมืองนี้แก่อิหร่านอีกครั้งหนึ่ง  พระองค์จึงทรงกรีฑาทัพด้วยไพร่พลเป็นจำนวนมากและอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันเพื่อเข้าตีนครแบกแดดด้วยการเริ่มทำการปิดล้อมอย่างหนักหน่วงในวันที่  8  ร่อญับ  ฮ.ศ.1048  ตรงกับวันที่  15  พฤศจิกายน  คศ.1638  โดยกองทัพของอุษมานียะห์ได้ทำการปิดล้อมอย่างหนักหน่วงและระดมยิงปืนใหญ่เพื่อทำลายกำแพงเมือง  ครั้นเมื่อกำแพงเมืองพังลงเป็นบางส่วนในเช้าตรู่ของวันที่  18  เดือนชะอฺบาน  ฮ.ศ.1048  ตรงกับ  25  ธันวาคม  คศ.1638  กองทัพอุษมานียะห์ก็สามารถตีแบกแดดได้



                วันที่  25  เดือนซอฟัร  ปีที่  1074  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ป้อมนิวเฮซฺเซล  ของราชอาณาจักรออสเตรียได้ตกอยู่ในกำมือของกองทัพอุษมานียะห์ในรัชสมัยซุลตอนมุฮัมมัด  ข่านที่  4  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์หลังการปิดล้อมตลอดช่วง  6 สัปดาห์เท่านั้นอันเป็นผลทำให้ยุโรปเกือบทั้งหมดต้องอกสั่นขวัญแขวนต่อข่าวคราวอันน่าพรั่นพรึงนี้



                โดยการที่ป้อมแห่งนี้ตกอยู่ในน้ำมือของอุษมานียะห์นั้นทำให้กองกำลังทหารของจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้กระจายกำลังไปทั่วทุกหัวเมืองของออสเตรีย  อาทิเช่น  มอราเวีย  (Moravia)  ทางตะวันออกของรัฐโบฮีมี (ในเชคโกสโลวาเกียเดิม) และเมืองซิลิเซีย (Silisia) ทางตอนกลางของยุโรปจึงทำให้จักรพรรดิลีโอโปล์ด แห่งออสเตรีย (1640-1705) จำต้องขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสเพื่อเผชิญหน้ากับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าของอุษมานียะห์



                ป้อมนิวเฮซฺเซล  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเวียนนานครหลวงแห่งออสเตรียในดินแดนของเชคโก สลาวาเกียซึ่งเป็นป้อมปราการที่เลื่องลือกันว่ามั่นคงแข็งแรงและไม่เคยมีใครสามารถเอาชนะหรือตีป้อมนี้ให้แตกได้เลยในยุโรป  การปิดล้อมป้อมแห่งนี้เริ่มต้นในวันที่  13  มุฮัรรอม  ฮ.ศ.1074  ตรงกับ  17  สิงหาคม  คศ.  1663  และการปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลา  6  สัปดาห์จนกระทั่งทหารของออสเตรียยอมถอยทัพละทิ้งป้อมแห่งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าเหล่าทหารที่ละทิ้งป้อมแห่งนี้จะได้รับความปลอดภัยในการถอยทัพออกไปโดยละทิ้งอาวุธและดินปืนเอาไว้ไม่นำพาเอาไปด้วย  และในที่สุดป้อมปราการแห่งนี้ก็ปราศจากทหารของออสเตรียและตกอยู่ในกำมือของอุษมานียะห์ในวันที่  25  เดือนซอฟัรดังกล่าว


                ซุลตอนมุฮัมมัดข่านที่  4  ทรงประสูติเมื่อวันที่  29  ร่อมาดอน  ฮ.ศ.1051  ตรงกับต้นเดือนมกราคม  คศ.1642  ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์มีพระชนมายุได้เพียง  7  พรรษาสืบต่อจากซุลตอนอิบรอฮีมข่านที่  1  ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการปิดล้อมกรุงเวียนนาราชธานีของออสเตรียในปีคศ.1683  เป็นระยะเวลาถึง  2  เดือนและเกือบที่จะตีราชธานีแห่งนี้ได้



                แต่ทว่าด้วยการต่อต้านอย่างเหนียวแน่นของกองกำลังพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกคริสเตียนอันประกอบด้วยออสเตรีย  โบโลเนีย  เวนิช  นักบวชแห่งเกาะมอลต้า  พระสันตะปาปาและราชอาณาจักรรุสเซียทำให้กองทัพของอุษมานียะห์ต้องประสบความปราชัยในเวลาต่อมาโดยเฉพาะในสมรภูมิโมฮอกซ์  (ซึ่งเมื่อ  160  ปีก่อนรัชกาลนี้อุษมานียะห์เคยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดต่อกองทัพของฮังการี)  อันเป็นผลนำไปสู่การปลดซุลตอนมุฮัมมัดข่านที่  4  ออกจากพระราชอำนาจในวันที่  2  มุฮัรรอม  ฮ.ศ.1099-  8  พฤศจิกายน  คศ.1687  หลังจากทรงครองราชย์ได้  40  ปีกับ  5  เดือนและทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  8  ร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ฮ.ศ.1104-17  ธันวาคม  คศ.  1692  ขณะมีพระชนมายุได้  53  พรรษา



                วันที่  12  เดือนซอฟัร  ปีที่  1107  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ซุลตอนมุสตอฟา  ข่านที่  2  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้ทรงนำทัพเข้าตีประเทศฮังการีและสามารถเข้ายึดครองป้อม  ลีบา  (Leeba)  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศฮังการีทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากเมืองบูดาเปสต์  ราชธานีของฮังการี  และอุษมานียะห์ยังได้สามารถสร้างความปราชัยแก่กองทัพของฮังการีซึ่งมีนายพลฟิตรานี่  เป็นแม่ทัพในสมรภูมิลูกูซ  ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโรมาเนีย  ในสมรภูมิครั้งนี้ไพร่พลของฝ่ายฮังการีได้ถูกสังหารเป็นจำนวนถึง  6,000  นาย  นายพลฟิตรานี่ก็ถูกจับเป็นเชลยและถูกประหารชีวิตในวันเดียวกันนั้นซึ่งตรงกับวันที่  22  กันยายน  คศ.1695


                ซุลตอนมุสตอฟา  ข่านที่  2  ทรงเป็นพระโอรสของซุลตอนมุฮัมมัดที่  4  ทรงประสูติเมื่อวันที่  8  ซิ้ลเกาะอฺดะฮฺ  ฮ.ศ.1074  ตรงกับวันที่  2  มิถุนายน  คศ.1664  พระองค์ทรงถูกกองกำลังทหารเจนนิสรีย์ก่อการกบถและถอดออกจากพระราชอำนาจในวันที่  2  ร่อบีอุ้ลอาคิร  ฮ.ศ.1115  ตรงกับวันที่  15  สิงหาคม  คศ.1703  หลังจากที่ทรงครองราชย์อยู่เป็นเวลา  8  ปี  8  เดือนและทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  22  ชะอฺบาน  ปีเดียวกันตรงกับวันที่  31  ธันวาคม  คศ.  1703  ขณะมีพระชนมายุได้  40  พรรษา



                วันที่  7  เดือนซอฟัร  ปีที่  1213  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                นโปเลียนโปนาปาร์ต  จอมทัพแห่งกองกำลังยึดครองอียิปต์ของฝรั่งเศสได้ยาตราทัพเข้าสู่กรุงไคโร  ภายหลังสร้างความปราชัยแก่กองทัพของม่ามาลีกอย่างเด็ดขาดในสมรภูมิอิมบาบะฮฺ  (เมืองหนึ่งในจังหวัดอัลญีซะฮฺ  ประเทศอียิปต์)  พวกม่ามาลีกได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดในการสู้รบในสมรภูมิครั้งนี้แต่ทว่าในท้ายที่สุดพวกม่ามาลีกก็จำต้องล่าถอยแตกทัพไปในที่สุด  สมรภูมิครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกนามหนึ่งว่า  สมรภูมิปิระมิด  ซึ่งตรงกับวันที่  21  กรกฎาคม  คศ.  1798


                ยุทธวิธีในการรบของพวกม่ามาลีกนั้นเป็นยุทธวิธีการรบแบบโบราณล้าหลัง  ซึ่งแตกต่างจากศักยภาพในการรบทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลของฝ่ายฝรั่งเศสแต่ถึงกระนั้นก็ตามพวกม่ามาลีกก็ได้ทำการรบอย่างเหี้ยมหาญจนกระทั่งจอมทัพนโปเลียน  โปนาปาร์ตเองยังให้การยอมรับถึงความเข้มแข็งในการรบของพวกม่ามาลีกว่า”ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  พวกมัมลูกสองคนนั้นสามารถเอาชนะชาวฝรั่งเศสสามคนได้” 



                ประชาชนในกรุงไคโรก็ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการต่อสู้ป้องกันเมือง  และรวบรวมเงินบริจาคเพื่อทำการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในการสู้รบตลอดจนยังได้ร่วมกันจัดตั้งกองทหารอาสาสมัครอีกด้วย  แต่ทว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็คงยังไม่พอเพียง  ในสมรภูมิอัมบาบะฮฺอันเลื่องลือนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนถึง  3,000  คน  จากจำนวนผู้เข้าร่วมรบ  6,000  คน



                17  เดือนซอฟัร  ปีที่  1213  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                นโปเลียน  โปนาปาร์ตทราบข่าวการยุทธนาวีที่เมืองท่าอบูกีร  ทางตะวันออกของเมืองอเล็กซานเดรีย  การยุทธนาวีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่องกองเรือรบของราชนาวีอังกฤษภายใต้การบัญชาการของนายพลเนลสัน  ได้นำกองเรือรบเข้าสู่อ่าวอบูกีรและได้ทำลายกองเรือรบของฝรั่งเศสลง  ฝ่ายอุษมานียะห์เมื่อทราบถึงข่าวความปราชัยของฝรั่งเศสในยุทธนาวีดังกล่าวก็ได้ส่งคำอวยพรแสดงความยินดีกับนายพลเนลสันพร้อมทั้งยังได้มอบอาภรณ์หนังสัตว์อันเลอค่าที่ทำจากหนังพังพองและอัญมณีที่หาได้ยากและเงินอีกจำนวน  2,000  ลีร่าออตโตมานเพื่อให้แจกจ่ายแก่เหล่าทหารของราชนาวีอังกฤษอีกด้วย



                24  เดือนซอฟัรปีที่  1214  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กองกำลังของอุษมานียะห์ได้ยกพลขึ้นบกที่อบูกีร  และสามารถตีป้อมปราการที่นั่นแตกและยึดเป็นที่มั่นได้  กองกำลังอุษมานียะห์ดังกล่าวเป็นกองกำลังประจำการที่เกาะโรดส์ซึ่งมีจำนวนถึง  18,000  นาย  ดังนั้นนโปเลียน  โปนาปาร์ตจึงได้ยาตราทัพจากกรุงไคโรมุ่งสู่อ่าวอบูกีรเพื่อทำศึกกับกองกำลังของอุษมานียะห์และก็สามารถสร้างความปราชัยอย่างย่อยยับแก่อุษมานียะห์  และแม่ทัพใหญ่มุสตอฟา  ปาชาของฝ่ายอุษมานียะห์พร้อมด้วยทหารเป็นจำนวนมากได้ตกเป็นเชลยในการศึกครั้งนั้น



                วันที่  16  เดือนซอฟัร  ปีที่  1216  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ได้มีการลงนามข้อตกลงระหว่างกองกำลังยึดครองอียปิต์ของฝรั่งเศสและระหว่างกองกำลังฝ่ายอุษมานียะห์และอังกฤษ  ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญานี้กองกำลังของฝรั่งเศสที่ยึดครองอียิปต์จะต้องถอนกำลังทหารออกไปจากผืนแผ่นดินอียิปต์  บิลิยาร  (บิลิแอร์)  ผู้ปกครองกรุงไคโรของฝรั่งเศสก็ได้ดำเนินการถอนกำลังทหารพร้อมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากกรุงไคโรมุ่งสู่เมืองร่อชีด  ซึ่งเป็นหัวเมืองชายทะเลของอียิปต์ในจังหวัดอัลบุฮัยเราะห์ทางตะวันออกของเมืองอเล็กซานเดรียภายใต้การควบคุมของกองกำลังทหารของอังกฤษและอุษมานียะห์  การลงนามข้อตกลงดังกล่าวตรงกับวันที่  28  มิถุนายน  คศ.1801  และเริ่มดำเนินการถอนทหารในวันที่  28  เดือนซอฟัร  ปีเดียวกันตรงกับวันที่  10  กรกฎาคม  ปีคศ.1801



                วันที่  5  เดือนซอฟัร  ปีที่  1226  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                มูฮัมมัด  อาลี  ปาชา  ผู้ปกครองอียิปต์ได้ทำการกวาดล้างพวกม่ามาลีก  (มัมลูก)  อันเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันดีในหน้าประวัติศาสตร์ว่า  เหตุการณ์สังหารหมู่  ณ  ป้อมปราการ  (อัลกอลอะห์)  ในเหตุการณ์ครั้งนี้  มูฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้จัดงานเลี้ยงขึ้นที่ป้อมปราการเหนือเนินเขา  อัลมุกอฎฎอม  เนื่องในโอกาสที่เจ้าชายฎูซูน  (ตูซัน)  ผู้เป็นราชบุตรของมุฮัมมดั  อาลีได้จัดขบวนทัพมุ่งสู่คาบสมุทรอาหรับเพื่อทำสงครามปราบปรามพวกอัล-วะฮาบียะฮฺ  ครั้นเมื่อบรรดาผู้นำของพวกม่ามาลีกได้ทยอยเข้าสู่บริเวณงานเลี้ยงจนครบถ้วนหน้าประตูใหญ่ทางออกก็ถูกปิดลง  ปืนคาบศิลาก็ถูกระดมยิงเข้าใส่พวกม่ามาลีกดั่งห่าฝนจากทางเบื้องหลังกำแพงป้อมและเชิงเทินเหนือป้อมปราการ  บรรดาเหล่าทหารของมุฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้ไล่ติดตามสังหารพวกม่ามาลีกที่ไม่ได้มาร่วมในงานเลี้ยงครั้งนั้นซึ่งเป็นการกวาดล้างทั่วแผ่นดินอียิปต์



                มุฮัมมัด  อาลี  ปาชา  (คศ.1769-คศ.1849)  เคยเป็นทหารที่สังกัดกองกำลังแห่งอัลบาเนียนซึ่งทางอุษมานียะห์ได้ส่งมาทำการศึกสงครามกับพวกฝรั่งเศสในอียิปต์  มุฮัมมัด  อาลีได้เคยเข้าร่วมในสมรภูมิอบูกีร  ต่อมาเขาได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภายหลังการถูกสังหารของตอฮิร  ปาชาผู้เป็นแม่ทัพของกองกำลังดังกล่าว  แต่เดิมมุฮัมมัด  อาลีเป็นรองแม่ทัพหรือผู้ช่วยของตอฮิร  ปาชาเท่านั้น 



                ครั้นต่อมากองกำลังแห่งอัลบาเนียมีจำนวนทหารในสังกัดเพิ่มมากขึ้นถึง  4,000  นายหลังจากที่กองกำลังฝรั่งเศสได้ถอนกำลังออกไปจากอียิปต์  ซึ่งยังไม่ทันไรก็เกิดความบาดหมางกันระหว่างมุฮัมมัด  อาลี  และอุปราชคุซโร  ปาชาแห่งอุษมานียะห์ซึ่งต่อมาในภายหลังพวกทหารสังกัดกองกำลังพิเศษเจนนิสรีย์  (อิงกิชารีย์)  ได้ลอบสังหารและได้ยกให้อะฮฺหมัด  ปาชาเป็นอุปราชแทนซึ่งอะฮฺหมัด  ปาชากำลังอยู่ในระหว่างการเคลื่อนกำลังพลอุษมานียะห์ผ่านอียิปต์มุ่งสู่แคว้นอัล-ฮิญาซฺ  แต่ทว่ามุฮัมมัด  อาลีต้องการที่จะดำเนินแผนการณ์ในการแก้แค้นของตนให้สำเร็จ  เขาจึงได้ชักชวนพวกอัศวินม่ามาลีกบางคน  เช่นอัลบัรดีซีย์และคนอื่น  ๆ  ให้มายังกรุงไคโรเพื่อเข้าร่วมเป็นพรรคพวกกับตน  ในที่สุดมุฮัมมัด  อาลีและไพร่พลของตนก็ได้ทำการปิดล้อมอะฮฺหมัด  ปาชาและขับไล่อะฮฺหมัด  ปาชาออกจากอียิปต์ในที่สุด 



                ต่อมาพวกกองกำลังแห่งอัลบาเนียก็ได้เข้าโจมตีกองกำลังทหารพิเศษเจนนิสรีย์ประจำอียิปต์และสามารถสังหารไพร่พลของเจนนิสรีย์ประจำอียิปต์และสามารถสังหารไพร่พลของเจนนิสรีย์ได้เป็นอันมาก  ลู่ทางของมุฮัมมัด  อาลี  เริ่มปลอดโปร่งขึ้นหลังจากที่เขาได้นำไพร่พลมุ่งสู่หัวเมืองดิมยาฎ  เคียงคู่กับอัลบัรดีซีย์ขุนพลคู่ใจเพื่อทำการรบพุ่งกับเหล่าศัตรูของตนและสามารถกำชัยได้ในที่สุด  ในขณะเดียวกัน  อัล-อัลฟีย์ก็ได้กลับมาจากอังกฤษหลังจากที่อัล-อัลฟีย์ผู้นี้ได้ทำการติดต่อกับอังกฤษให้ช่วยหนุนหลังตนให้ขึ้นมามีอำนาจปกครองอียิปต์โดยมีข้อแลกเปลี่ยนด้วยการยอมยกดินแดนบางส่วนของอียิปต์แก่อังกฤษ  มุฮัมมัด  อาลี  ก็เกรงว่าอัล-อัลฟีย์และอัลบัรดีซีย์จะร่วมมือกันต่อต้านตน  เขาจึงพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างบุคคลทั้งสองและปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านอัลบัรดีซีย์ 



                ต่อมามูฮัมมัด  อาลีก็ได้ยิงปืนใหญ่เข้าใส่กองทหารของอัลบัรดีซีย์และได้ขับอัลบัรดีซีย์พร้อมด้วยพวกม่ามาลีกทั้งหมด  บรรดาทหารในอียิปต์จึงได้พร้อมใจกันตั้งคุรซีด  ปาชาขึ้นเป็นผู้นำและตั้งให้มุฮัมมัด  อาลีเป็นรอง  ต่อมาในภายหลังมุฮัมมัด  อาลีก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นอุปราชปกครองอียิปต์ในวันที่  10  เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีที่  1220  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  แต่ทว่าไม่นานนักได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอันเป็นผลทำให้ประชาชนชาวอียิปต์ได้ทำการแก้แค้นพวกอัลบาเนีย 



                หากแต่ว่ามุฮัมมัด  อาลีได้หันไปเข้าข้างพวกประชาชนและได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในมัสยิดอัล-อัซฮัรและกล่าวสำทับต่อบรรดานักปราชญ์ให้ใช้ความพยายามในการเข้าร่วมกับฝ่ายประชาชน  ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวฐานอำนาจของมุฮัมมัด  อาลีก็มั่นคงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนและเขาได้ทำการต่อสู้ป้องกันกรุงไคโรขณะที่พวกม่ามาลีกได้ทำการปิดล้อม  และเมื่อทางราชสำนักของอุษมานียะห์รับรู้ถึงความทะเยอทะยานของมุฮัมมัด  อาลีทางราชสำนักก็ได้มีคำสั่งให้เขาเดินทางกลับสู่อัลบาเนียอันเป็นมาตุภูมิของเขา  แต่ทว่าเขาได้ปฏิเสธที่จะทำตาม



                ในปี  1220 แห่งฮิจเราะห์ศักราช  มุฮัมมัด  อาลีได้ไล่บดขยี้พวกม่ามาลีกจนถอยร่นสู่ทางตอนใต้ของอียิปต์  ความนิยมชมชอบในตัวมุฮัมมัด  อาลีของประชาชนมีเพิ่มมากขึ้นอันเป็นผลสะท้อนของการกดขี่ข่มเหงรังแกประชาชนของกองทหารเจนนิสรีย์  ในที่สุดซุลตอนส่าลีมข่านที่  3  แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ก็ทรงให้การยอมรับต่อมุฮัมมัด  อาลีในฐานะอุปราชผู้ปกครองแผ่นดินอียิปต์ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ท่านซุลตอนต้องสาละวนอยู่กับพระราชภารกิจอื่น  ๆ และการปราบปรามขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่าง ๆ ในแคว้นเซอร์เบีย 



                ภายหลังการมีอำนาจอย่างสมบูรณ์ของมูฮัมมัด  อาลีในแผ่นดินอียิปต์เขาได้ยึดครองที่ดินของพวกม่ามาลีกและนำแบ่งสรรปันส่วนทั้งที่ดินและชาวนาที่ทำกินในที่ดินเหล่านั้นในระหว่างวงศ์ศาคณาญาติ  บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  พรรคพวกตลอดจนบรรดานายทหารชั้นประทวนทั้งหลายที่เป็นพวกของตน  และยังได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินส่วนศาสนสมบัติ  (ที่ดินอัลเอาก๊อฟ)  ซึ่งการกระทำการเช่นนี้ของมุฮัมมัด  อาลีได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในระหว่างบรรดานักปราชญ์แต่ทว่ามุฮัมมัด  อาลีก็ได้กำราบด้วยการลงโทษและขับไล่เนรเทศบรรดานักปราชญ์เหล่านั้นออกจากอียิปต์  ครั้นต่อมาทางจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ร้องขอให้มุฮัมมัด  อาลีปาชานำกองทัพอียิปต์ยกกำลังพลไปปราบพวกอัลวะฮาบียีน  ในแคว้นฮิญาซฺดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นอันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการกวาดล้างพวกม่ามาลีกครั้งใหญ่ด้วยการสังหารหมู่  ณ  ป้อมปราการอัลมุ่กอฎฎอม



                วันที่  28  เดือนซอฟัร  ปีที่  1242  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                จักรวรรดิอุษมานียะห์มีความจำเป็นที่จะต้องให้การรับรองต่อสนธิสัญญา  อ๊ากกัรมาน  กับฝ่ายรัสเซียภายใต้การกดดันของกลุ่มประเทศยุโรปอันได้แก่  อังกฤษ  ออสเตรีย  ปรัสเซีย  และฝรั่งเศส  วัตถุประสงค์สำคัญของการทำสนธิสัญญาดังกล่าวก็คือการยุติการทำสงครามในประเทศกรีซ  ซึ่งรู้จักกันในนาม  สงครามโมร่าโดยชาวกรีซได้ก่อการลุกฮือต่อการปกครองของอุษมานียะห์  กลุ่มประเทศยุโรปยังไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนกระทั่งพบว่าจักรวรรดิอุษมานียะห์เกือบที่จะปราบปรามกรีซได้อย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว 



                และเป็นเรื่องแปลกที่ว่าสนธิสัญญาดังกล่าวนี้ไม่ได้ระบุถึงกรณีใด ๆ  เลยเกี่ยวกับประเทศกรีซโดยเฉพาะการให้โอกาสแก่ชาวกรีกในการกำหนดอนาคตของตนหรือแม้กระทั่งเรื่องการปฏิวัติลุกฮือ  อันที่จริงสนธิสัญญานี้นั้นได้มุ่งประเด็นไปยังการสนับสนุนต่อรัสเซียในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดิอุษมานียะห์โดยกำหนดให้กองทัพเรือของรัสเซียมีสิทธิเดินเรือในทะเลดำ  ทั้งนี้จักรวรรดิอุษมานียะห์ไม่มีสิทธิในการคัดค้านใด  ๆ  ทั้งที่กองเรือรบเหล่านี้แล่นอยู่ในน่านน้ำของตน 



                นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้การคัดเลือกผู้ปกครองแคว้นบัฆดานและแคว้นอัล-อัฟล๊าก  ซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของอุษมานียะห์ด้วยความเห็นชอบของพลเมืองในแคว้นทั้งสองและไม่อนุญาตให้ถอดถอนผู้ปกครองแค้วนทั้งสองนอกจากด้วยความเห็นชอบของพลเมืองในแคว้นทั้งสองเช่นกัน  นอกจากนี้สนธิสัญญาฉบับนี้ยังได้แยกเขตมณฑลเซอร์เบียออกจากการปกครองของอุษมานียะห์และยังได้ให้สิทธิในการแยกเป็นเอกราชอีกด้วย



                อนึ่ง  อ๊าก  กัรมาน  เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ตรงปากอ่าวตรงข้ามกับคาบสมุทรไครเมีย  ปัจจุบันรู้จักกันใน   นามดีทร๊อฟสกี้  (Detrovsky)



                วันที่  26  เดือนซอฟัร  ปีที่  1244  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กองกำลังทหารแห่งอียิปต์ภายใต้การนำของอิบรอฮีม  ปาชาราชบุตรของมุฮัมมัด  อาลีปาชา  อุปราชผู้ปกครองอียิปต์ได้เริ่มถอยทัพออกจากประเทศกรีซหลังจากที่กองกำลังดังกล่าวเกือบที่จะประสบความสำเร็จในการปราบปรามการปฏิวัติลุกฮือของชาวกรีซได้อย่างราบคาบและกดดันให้ยอมจำนนต่อการปกครองของ   อุษมานียะห์แต่ทว่ากลุ่มประเทศยุโรป ได้เข้ามาแทรกแซงและเข้าร่วมกับฝ่ายที่ก่อการลุกฮือของกรีซเข้ามาขัดขวางความสำเร็จดังกล่าวเสียก่อน  ยิ่งไปกว่านั้นกองทัพเรือของอียิปต์ยังได้เผชิญกับการทำลายในสมรภูมินาวีแห่งน่าวารีนในวันที่  28  เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ฮ.ศ.1243  มุฮัมมัด  อาลีปาชาจึงได้ออกคำสั่งให้กองทัพของอียิปต์ถอนทัพออกจากประเทศกรีซในที่สุด



                วันที่  10  เดือนซอฟัร  ปีที่  1248  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กองทัพอียิปต์ภายใต้การนำของอิบรอฮีม  ปาชาได้รับชัยชนะเหนือกองทหารแห่งซุลตอน  มะฮฺมูดข่านที่  2  แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ในแคว้นชามและสามารถเข้ายึดครองเมืองฮ่าลับ  (อเล็บโป)  หลังจากที่เข้ายึดครองเมืองอักก้าได้ในวันที่  27  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ฮ.ศ.1247  เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงกรณีพิพาทระหว่างมุฮัมมัด  อาลีปาชาอุปราชผู้ปกครองอียิปต์กับทางจักรวรรดิอุษมานียะห์  ทั้งนี้มุฮัมมัด  อาลีปาชาได้พยายามในการแผ่ขยายดินแดนเข้ามาในส่วนของดินแดนของจักรวรรดิในแคว้นชาม  อันเป็นเรื่องที่ทำให้ซุลตอนแห่งอุษมานียะห์จำต้องประกาศการเป็นกบถศึกของมุฮัมมัด  อาลีปาชาซึ่งเกือบจะประสบความสำเร็จในการล้มล้างจักรวรรดิอุษมานียะห์ถ้าหากว่ากลุ่มประเทศยุโรปไม่รวมตัวกันขัดขวางความทะเยอทะยานของมุฮัมมัด  อาลีทั้งนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้มีจักรวรรดิที่เข้มแข็งผงาดขึ้นมาแทนที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ซึ่งตกอยู่ในความอ่อนแอและล่มสลายไปในที่สุด



                มุฮัมมัด  อาลีปาชาได้มีคำสั่งในปีฮ.ศ.ที่  1247  (คศ.1831)  ให้จัดเตรียมทัพและความพร้อมในการเดินทัพสู่แคว้นชามจากทางเส้นทางเมืองอัล-อะรีชและจากทางทะเลในเวลาเดียวกัน  (ทั้งทัพบกและทัพเรือ)  เพื่อปิดล้อมเมืองอักก้า  ทั้งสองด้านก่อนส่งกำลังบำรุงมาเสริมโดยแต่งตั้งให้อิบรอฮีม  ปาชาเป็นแม่ทัพใหญ่และให้สุลัยมาน  เบก  ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้สำเร็จราชการ  กองทัพดังกล่าวนี้ได้เคลื่อนกองทัพเรือในวันที่  26  ญุมาดิ้ลอูลา  ฮ.ศ.1247  (2  พฤศจิกายน  คศ.1831)  มุ่งสู่เมืองฮัยฟ่า  ซึ่งกองทัพเรืออียิปต์ได้ทำการปิดล้อมอย่างแข็งขัน  ส่วนกองทัพบกนั้นได้รุดหน้าผ่านทางเมืองอัล-อ่ารีชและได้ทำการพิชิตหัวเมืองรายทางอันได้แก่เมืองอัลฆอซฺซะฮฺ-ยาฟา,บัยตุ้ลมักดิส  (เยรูซาเล็ม)  และเมืองนาโปลิส 



                อิบรอฮีม  ปาชาได้ใช้เมืองฮัยฟ่าเป็นศูนย์บัญชาการรบของเหล่าเสนาธิการและเป็นคลังเสบียงและสรรพาวุธ  ต่อจากนั้นก็เคลื่อนทัพสู่เมืองอักก้าโดยปิดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลในวันที่  20  เดือนญุมาดิ้ลอาคิเราะห์  ฮ.ศ.1247  (26  พฤศจิกายน  1831)  แต่ทว่ากำลังบำรุงทางฝ่ายทัพเรือไม่ส่งมาจึงไม่สามารถพิชิตเมืองอักก้าได้เช่นเดียวกับที่นโปเลียน  โปนาปาร์ตได้เคยประสบมาแล้วเมื่อปีคศ.1799  ครั้นเมื่อทางราชสำนักอุษมานียะห์ได้ทราบข่าวการยาตราทัพของกองทัพอียิปต์เข้าสู่แคว้นชามและทำการปิดล้อมเมืองอักก้า  ทางราชสำนักจึงถือว่านั้นเป็นการก่อการกบฎของมุฮัมมัด  อาลีต่อค่อลีฟะห์จึงได้มีคำสั่งให้ข้าหลวงปกครองเมืองฮ่าลับ  (อเล็บโป)  ที่มีนามว่า  อุสมาน  ปาชาให้นำทัพออกไปสู้รบกับกองทัพอียิปต์และผลักดันให้อิบรอมฮีม  ปาชาถอยทัพกลับสู่พรมแดนอียิปต์ 



                ข้าหลวงผู้นี้ได้ระดมไพร่พลประมาณ  20,000  นายมุ่งสู่เมืองอักก้า  แต่ทว่าอิบรอฮีม  ปาชาไม่รั้งรอโดยทิ้งกำลังส่วนน้อยให้ปิดล้อมเมืองอักก้าต่อไปและนำทัพส่วนใหญ่เคลื่อนพลมาเผชิญหน้ากับกองทัพของอุษมานียะห์  กองทัพของทั้งสองฝ่ายได้ทำการรบพุ่งกันใกล้กับเมืองฮิมซ์และกองทัพของอียิปต์ก็ได้ชัยชนะต่อกองทัพของอุษมานียะห์  ต่อมาอิบรอฮีม  ปาชาได้หวนกลับมาปิดล้อมเมืองอักก้าอีกครั้งและสามารถพิชิตได้ด้วยการรบพุ่งอย่างหนักในวันที่  27  เดือนซุลฮิจญะห์  ฮ.ศ.1247  (28  พฤษภาคม  1832)  และได้จับกุมอับดุลลอฮ์  ปาชา  อัลญัซซารเป็นเชลยส่งตัวสู่อียิปต์ 



                เมื่อข่าวการเสียเมืองอักก้า  รู้ถึงราชสำนัก  ท่านซุลตอนมะฮฺมูดก็ได้ทรงมีบัญชาให้ระดมไพร่พลให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดประมาณ  60,000  นายและแต่งตั้งให้ฮุเซ็น  ปาชาซึ่งเป็นผู้ที่ขับเคี่ยวกับกองทหารเจนนิสรีย์ให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพและเคลื่อนทัพสู่แคว้นชามแต่ทว่าเป็นไปด้วยความเชื่องช้าจึงเปิดโอกาสให้อิบรอฮีม  ปาชาสามารถตระเตรียมไพร่พลได้ทันต่อการเผชิญหน้ากับกองทัพของอุษมานียะห์  อิบรอฮีม  ปาชาสามารถเอาชนะทัพหน้าได้เป็นอันดับแรกและได้รับชัยชนะต่อกองทัพอุษมานียะห์ในวันที่  10  เดือนซอฟัร  ฮ.ศ.1248  และยาตราทัพเข้าตีเมืองฮ่าลับ  ได้ในวันที่  18  เดือนซอฟัร  ฮ.ศ.  ดังกล่าว 



                ซุลตอนมะฮฺมูด  ข่านแห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้ทรงระดมไพร่พลอีกครั้งหนึ่งและทรงแต่งตั้งให้ร่อชีด  ปาชาเป็นแม่ทัพใหญ่และส่งร่อชีด  ปาชาพร้อมด้วยไพร่พลมุ่งสู่อนาโตเลียเพื่อขัดขวางการโจมตีของอิบรอฮีม  ปาชาที่เคลื่อนทัพมุ่งสู่มหานครอิสตันบูล  เพราะขณะนั้นอิบรอฮีม  ปาชาได้รุกคืบผ่านเทือกเขาตูรูส  และเข้ายึดครองเมืองอัตนะฮ์  และหัวเมืองต่าง  ๆ ที่ถัดจากเมืองกูนียะห์ในคาบสมุทรอนาโตเลียซึ่งกองทัพของทั้งสองฝ่ายได้รบพุ่งกันใกล้กับเมืองกูนียะห์แห่งนี้และอิบรอฮีม  ปาชาก็มีชัยต่อร่อชีด  ปาชาซึ่งตกเป็นเชลยในวันที่  27  เดือนร่อญับ  ฮ.ศ.1248 เหตุการณ์การรุกคืบของกองทัพอียิปต์ประชิดเมืองหน้าด่านของมหานครอิสตันบูลได้ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไปทั่วจักรวรรดิอุษมานียะห์อันเป็นการนำไปสู่การเข้าแทรกแซงของกลุ่มประเทศยุโรปและกดดันให้กองทัพอียิปต์ยุติการรุกคืบหน้าและถอนทัพในที่สุด



                วันที่  28  เดือนซอฟัร  ปีที่  1270  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                กองเรือรบของรุสเซียได้โจมตีกองเรือรบของจักรวรรดิอุษมานียะห์ในทะเลดำและทำลายกองเรือรบของจักรวรรดิลงอย่างราบคาบในสมรภูมิซีนูบ  เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เกิดขึ้นทั้ง  ๆ  ที่ฝ่ายรุสเซียได้เคยให้คำมั่นสัญญาต่ออุษมานียะห์มาก่อนว่าจะไม่กระทำการใด  ๆ  อันเป็นการคุกคามหรือแสดงความเป็นศัตรูในเขตน่านน้ำทะเลดำ  สมรภูมิซีนูบ  เป็นสมรภูมิที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศสงครามไครเมีย



                วันที่  8  เดือนซอฟัร  ปีที่  1333  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                เซอร์  เฮนรี่  แมกมาฮอน  ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือจักรภพอังกฤษในอียิปต์ได้มีสาส์นถึงช่ารีฟ  ฮุซัยน์  (เจ้าครองมักกะห์)  ซึ่งสาส์นติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นที่รู้จักกันในหน้าประวัติศาสตร์ว่า”สาส์นของฮุซัยน์-แมกมาฮอน” จุดมุ่งหมายของการส่งสาส์นแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลทั้งสองมุ่งในประเด็นสำคัญเป็นอันดับแรกถึงการรับประกันต่อการสนับสนุนของอาหรับที่มีต่อเครือจักรภพและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กับตุรกีและเยอรมัน ซึ่งโดยรวม ๆ แล้วสาส์นจำนวนหลายฉบับเหล่านี้ได้ประมวลถึงคำสัญญาของอังกฤษที่มีให้แก่ชาติอาหรับเกี่ยวกับอนาคตของชาติอาหรับในการสถาปนารัฐอาหรับที่ยิ่งใหญ่อันมีช่ารีฟ ฮุซัยน์ เป็นประมุขในคำนำขึ้นต้นของสาส์นฉบับนี้มีใจความว่า


                “ด้วยพระนามแห่งองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณาเสมอ”

                ถึงผู้ทรงมั่นในชาติตระกูลและฐานันดรอันสูงศักดิ์และเกียรติอันเป็นที่สุด  ผู้เป็นหน่อเนื้อแห่งวงศ์วานของพระศาสดา  ตระกูลอันบริสุทธิ์และเชื้อสายอันน่าภาคภูมิ  พณฯท่านช่ารีฟผู้ยิ่งใหญ่  อัซซัยยิด  ฮุซัยน์  อิบนุ  อาลีเจ้าครองมหานครมักกะฮฺอันทรงเกียรติ  อันเป็นประชุมทิศ  (ศูนย์รวม)  แห่งอิสลามและอิสลามิกชน  ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้มีพระชนมายุยิ่งยืนนานในฐานันดรและความสูงส่ง  ... 


                และยังมีใจความอีกว่า  ...  “ข้าพเจ้าได้รับทราบแล้ว”  ...  ถึงการยืนยันอย่างเป็นมั่นของพระองค์ท่านว่า ชาวอาหรับมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการดำเนินตามแนวทางคำสอนของท่านค่อลีฟะห์อุมัร อิบนุ อัลค็อตต็อบ (รฎ.)  และบรรดาเหล่าค่อลีฟะห์ในยุคแรกท่านอื่น ๆ 

                หลักคำสอนดังกล่าวเป็นหลักธรรมที่ประมวลเอาไว้ถึงสิทธิเสรีภาพของทุก  ๆ ศาสนาและการได้รับบรรดาสิทธิพิเศษทั้งหลายอย่างเสมอภาค...”  และเซอร์เฮนรี่ย์  แมกมาฮอนผู้นี้ยังไม่ลืมที่จะลงท้ายสาส์นฉบับนี้ซึ่งถูกร่างขึ้นด้วยภาษาอาหรับที่สละสลวยด้วยการลงสลักท้ายหนังสือสาส์นด้วยวันเดือนปีตามปฏิทินฮิจเราะห์ศักราชอีกด้วยว่า”ลงบันทึกวันที่ 8 เดือนซอฟัร ปีฮ.ศ.ที่ 1333”



                วันที่  25  เดือนซอฟัร  ปีที่  1334  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านช่ารีฟ  ฮุซัยน์  ผู้เป็นเจ้าครองนครมักกะฮฺ  (ช่ารีฟมักกะฮฺ)  ได้ทรงมีสาส์นถึงท่านเซอร์  อาเธอร์  เฮนรี่  แมกมาฮอน  ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือจักรภพอังกฤษประจำอียิปต์  โดยในสาส์นฉบับนี้ท่านช่ารีฟ  ฮุซัยน์  ได้ทำการคัดค้านต่อการที่ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองกรุงเบรุตและเขตชายฝั่งของกรุงเบรุต 

                โดยท่านช่ารีฟได้กล่าวว่า  “...  การที่พวกฝรั่งเศสได้เข้ามายุ่มย่ามในบริเวณใกล้เคียงกับเราน่าจะเป็นโรคร้ายแห่งประดาปัญหาและการพิพาททั้งหลายแหล่ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสถานการณ์ย่อมมิอาจเกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากกรณีที่ว่า ชาวกรุงเบรุตเองก็ไม่ยอมอย่างหัวเด็ดตีนขาดต่อการยอมรับการแบ่งแยกเหนือดินแดนแห่งนี้  ...  

                ตามดังกล่าวนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ในการที่จะมีการอลุ้มอล่วยใด ๆ ที่เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสหรือชาติใดก็ตามในการแสวงหาผืนแผ่นดินแม้แต่เพียงคืบเดียวจากดินแดนดังกล่าว  ...”



                เดือนซอฟัร  ปีที่  1336  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งเครือจักรภพอังกฤษ  นายอาเธอร์  เจมส์  บัลเฟอร์ได้มีจดหมายถึงลอร์ด  รอธไชล์ด  ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งจากบรรดาผู้นำคนสำคัญของขบวนการไซออนิสต์สากลในจดหมายฉบับนี้มีใจความว่า


                กระทรวงการต่างประเทศ
                วันที่  2  พฤศจิกายน  คศ.1917
                 เรียน  ท่านลอร์ด  รอธไชล์ด  ที่รักเคารพ

                ข้าพเจ้ามีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ที่จะเรียนให้ท่านทราบในฐานะตัวแทนรัฐบาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงข้อตกลงซึ่งประมวลถึงความเกื้อการุณที่มีต่อความมุ่งหวังของบรรดาพี่น้องชาวยิว  และองค์การไซออนิสต์  โดยได้เสนอให้ทางกระทรวงรับทราบและทางกระทรวงได้ให้การรับรองว่า

                 รัฐบาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้พิจารณาด้วยสายตาแห่งความเกื้อการุณถึงการสถาปนาประเทศแห่งเชื้อชาติสำหรับบรรดาประชาชนชาวยิวในปาเลสไตน์  และทางรัฐบาลจะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการอำนวยความสะดวกต่อการทำให้เป้าหมายดังกล่าวนี้เป็นจริง 

                ทั้งนี้ต้องมีความเข้าใจว่าเรื่องการสถาปนาประเทศของประชาชนชาวยิวนั้นจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิพลเมืองและทางศาสนาซึ่งกลุ่มต่าง ๆ  นอกเหนือจากชาวยิวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในปาเลสไตน์ได้รับ  และจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบรรดาสิทธิหรือสถานภาพทางการเมืองซึ่งชาวยิวในประเทศต่าง ๆ  เคยได้รับ

                ข้าพเจ้าจะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง  หากพวกท่านได้แจ้งให้สมาพันธ์องค์การไซออนิสต์ได้รับทราบอย่างทั่วถึงสำหรับแถลงการณ์นี้


                 ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

                นายอาเธอร์  บัลเฟอร์

                เช่นนี้เองที่บัลเฟอร์ได้กำหนดให้ประชาชนชาวอาหรับซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่มีสิทธิทางพลเมืองและสิทธิเสรีทางศาสนา  และแบ่งแยกชาวอาหรับออกจากชาวยิวอย่างสิ้นเชิงซึ่งตามแถลงการณ์ฉบับนี้หรือคำสัญญาประชาคมชาวยิวทำให้ชาวยิวกลายเป็นผู้ที่มีสิทธิเหนือดินแดนที่อังกฤษได้ยื้อแย่งมาจากชาวอาหรับ  ดังนั้นมันจึงเป็นคำสัญญาของผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์อันชอบธรรมที่มีให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิสมควรใดๆ  เลย


หนังสืออันดาลุส


เปิดรับบริจาค
เป็นค่าเช่าพื้นที่เว็บ
ทางเว็บมีค่าใช้จ่าย
เดือนละ
1000 บาท

บทความพิเศษ

ผู้เยี่ยมชม

เรามี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


dream weaver tracker

จำนวนผู้เยี่ยมชม (Unique Visits Only) ตั้งแต่ 13 มิถุนายน 2551  |  พื้นที่และระบบโดย youngcyber