อาลี เสือสมิง อัสสิยามีย์

อีเมล พิมพ์ PDF

กรณีศึกษา ดี.เจ.เอฟ อิติปิโส

بسم الله الرحمن الرحيم

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد

ได้อ่านคำถอดความ ดี.เจ.เอฟ ของสำนักข่าวมุสลิมไทยเมื่อคืนวันที่ 14 พค. 2554 ทางคลื่นวิทยุ เอฟเอ็ม 104.25 Mhz แล้ว ก็นึกสะท้อนใจว่า ไฉนหนอ คนประเภทนี้ยังปรากฏอยู่ออกมาเนืองๆ ตามสื่อต่างๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ก็นึกปลอบใจตนเองว่า นี่เป็นธรรมดาสามัญของคนที่ไม่รู้จักอิสลามซึ่งมักจะตั้งตนเป็นศัตรูกับสิ่งที่ตนไม่รู้จักเสมอ และทำให้เห็นถึงความบกพร่องในระบบการศึกษาของบ้านเมืองเราประการหนึ่ง


ทั้งๆ ที่ในหลักสูตรมีวิชาศีลธรรม วิชาพระพุทธศาสนา ตลอดจนวิชาศาสนาเปรียบเทียบ แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในสาระวิชาข้างต้นไม่ประสบผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร เพราะคงจะเน้นภาคทฤษฎีมากกว่าภาคปฏิบัติ หรือไม่ก็เน้นการสอบแบบปรนัยจนเกินไป


ผลข้างเคียงอีกอย่างหนึ่งที่พอจะมองออกว่าเข้าเค้าก็คือ หลักสูตรอิสลามศึกษาที่มีใช้กันอยู่ตามสถานศึกษาทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียนมุสลิมเพียงอย่างเดียว คือผู้เรียนเป็นมุสลิมและเรียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามในขั้นพื้นฐาน ประโยชน์ที่ได้รับจึงเกิดกับผู้เรียนที่เป็นมุสลิมโดยตรง  ในขณะที่ผู้เรียนต่างศาสนิกได้รับประโยชน์น้อยที่สุดก็ว่าได้ เพราะพวกเขาคงไม่เลือกเรียนอิสลามศึกษา


วิชาที่พวกเขาจะได้รับรู้ถึงหลักคำสอนของศาสนาอิสลามกลับไปอยู่ในหมวดวิชาสังคมศึกษา ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามแบบผิวเผิน เมื่อนำเนื้อหาของวิชาสังคมศึกษาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่น เช่น คริสต์กับอิสลามก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีความเข้มข้นและรายละเอียดต่างกัน นักเรียนมุสลิมจะรู้เนื้อหาของพระพุทธศาสนามากกว่าในส่วนของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะรู้เพิ่มขึ้นเมื่อมีวิชาอิสลามศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาตามตารางเรียน


ในขณะที่นักเรียนซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนจะรู้ถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาจากแบบเรียนวิชาสังคมศึกษาเท่ากับผู้เรียนมุสลิมเพราะเป็นหนึ่งในหมวดสาระวิชาที่จำต้องเรียนเหมือนกัน เมื่อนักเรียนที่เป็นพุทธศาสนิกชนไม่ได้สาระและเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาอื่น เช่น ศาสนาอิสลาม และไม่ได้เรียนอิสลามศึกษาก็กลับกลายเป็นว่านักเรียนที่เป็นพุทธศาสนิกชนแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม สิ่งที่รู้จึงเป็นเพียงประสบการณ์ที่เคยรับรู้และได้รับมาจากนอกระบบเท่านั้น ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเพียงความเชื่อหรือความคลาดเคลื่อนที่ผิดแผกออกไปจากข้อเท็จจริง คนอย่าง ดี.เจ.เอฟ จึงมีอยู่เกลื่อนกลาดในสังคมบ้านเรา


หลักสูตรอิสลามศึกษาในระบบราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และระบบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 15 (1) ที่มุ่งรับเฉพาะนักเรียนมุสลิมโดยพฤตินัยจึงกลายเป็นระบบที่ปิด เพราะไม่เปิดรับและไม่เอื้ออำนวยต่อการเข้ามาศึกษาตามหลักสูตอิสลามศึกษาของชนต่างศาสนิก ลำพังการกำหนดคุณสมบัติผู้เรียนว่าต้องอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานได้ก็ปิดโอกาสสำหรับชนต่างศาสนิกไปเกือบสิ้นเชิงแล้ว ครั้นจะอาศัยเนื้อหาของวิชาสังคมศึกษาในการผ่องไถ่ความรู้เกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามก็ไม่เพียงพอเพราะไม่ใช่เนื้อหาหลักของหมวดวิชานี้ นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องตีโจทย์ข้อนี้ให้แตกกำหนดมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อลดช่องว่างของความไม่รู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาของเพื่อน


กระทรวงศึกษาธิการซึ่งรับผิดชอบโดยตรงคงจะต้องเพิ่มเนื้อหาหรือกำหนดวิชา “ศาสนิกสัมพันธ์” หรือจะชื่อว่าอะไรก็ตาม โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่าที่จะเน้นในการเปรียบเทียบซึ่งอยู่ในระดับอุดมศึกษาหรือระดับมหาวิทยาลัย กระนั้นในบางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้บรรจุวิชาศาสนาเปรียบเทียบเข้าไว้ในหลักสูตรด้วยซ้ำไป ในกรณีของดี.เจ.เอฟ ที่กล่าวว่าตนศึกษาในลักษณะศาสนาเปรียบเทียบแล้วก็ยังมีพฤติกรรมดังที่ทราบกัน กรณีนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่า ศึกษาอย่างไร ศึกษาจากแหล่งใด มีข้อมูลถูกต้องมากน้อยเพียงใด


เพราะอย่างที่รู้กันก็คือตำราที่เขียนเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบเป็นตำราที่อาศัยหนังสืออ้างอิงของฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ผู้เขียนก็มีอคติต่อศาสนาอิสลามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับความรู้มาแบบผิดๆ และเจือสมเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกและประสบกาณณ์เดิมที่คลาดเคลื่อน พฤติกรรมดีเจเอฟจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเหตุมันผิดพลาดตั้งแต่แรก ผลก็ย่อมออกมาผิดโดยปริยาย


แม้ความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาของ ดี.เจ.เอฟ เองก็น่าจะเป็นความเข้าใจที่มีข้อบกพร่องและขัดแย้งกันเอง คำพูดที่สับสนในหลายๆ ประเด็น ไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่า ดี.เจ.เอฟ มีมาตรฐานและหลักความคิดในเชิงศีลธรรมทางศาสนาเช่นใด เป็นลักษณะหมาเห่าใบตองแห้งเสียมากกว่า หรือไม่ก็ออกแนวระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอกโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่โพล่งออกไปล้วนเป็นสิ่งสกปรกและเป็นปฏิกูลที่เกรอะกรังอยู่ในใจ อีกทั้งยังฟ้องถึงมาตรฐานทางศีลธรรมของผู้นั้นว่าจะอยู่ในระดับใด


คำขอโทษทั้งในแถลงการณ์และสกู๊ปข่าวที่ออกอากาศทางไทยพีบีเอสก็เป็นเพียงการแสดงออกที่ไม่ต่างอะไรกับการตบหัวแล้วลูบหลัง ด่าพ่อล่อแม่แล้วก็ยื่นขนมให้ ลางทีการปฏิบัติหรือแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบต่อคนเช่น ดี.เจ.เอฟ ที่ดีที่สุดก็คือถือคำผู้ใหญ่ที่ว่า “อย่าถือสาคนบ้า อย่าว่าคนเมา” เพราะไร้สาระและหาแก่นสารอันใดมิได้ แต่ถ้าหากปล่อยให้คนบ้าแสดงความบ้าออกมาโดยไม่มีการคัดค้านหรือห้ามปรามหรือปล่อยให้คนเมาแผลงฤทธิ์ไล่ทำร้ายผู้คนโดยทั่วไปโดยปล่อยให้ทำตามอำเภอใจ ก็อาจจะวอดวายและเสียหายกันโดยถ้วนหน้า


เพียงแต่ว่าจะใช้มาตรการและแสดงท่าทีขัดขวางห้ามปรามอย่างไรเท่านั้นถึงจะเหมาะสม แน่นอนคนอย่างดีเจเอฟ ยังคงมีอีกมาก และนี่ก็ไม่ใช่รายแรกและแน่นอนย่อมมิใช่รายสุดท้าย ขอจงเอากรณีของดีเจ.เอฟเป็นบทเรียนของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือมิใช่มุสลิมก็ตาม อย่าให้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงกระแสที่พัดผ่านไปเมื่อกาลเวลาหมุนเปลี่ยน โดยไม่ได้ข้อคิดและสติปัญญา เพราะในไม่ช้ามันจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเป็นแน่แท้ เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ!



สิ่งที่ชาวมุสลิต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาในเรื่องทำนองนี้คือ


ประการที่ 1

وَلَا تَهِنُوا وَلَا تَحْزَنُوا وَأَنتُمُ الْأَعْلَوْنَ إِن كُنتُم مُّؤْمِنِينَ

“และพวกท่านอย่าอ่อนแอและอย่าทุกข์โศก ทั้งที่พวกท่านนั้นสูงส่งกว่าหากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา” (อาลิอิมรอน : 139)


อายะฮฺนี้กำชับให้ชาวมุสลิมตั้งมั่นในความศรัทธาและความศรัทธาเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตวิญญาณและการประพฤติปฏิบัติของมุสลิมให้สูงส่งอยู่เสมอ เมื่อมีศรัทธาที่มั่นคง สถานภาพของมุสลิมก็ย่อมสูงกว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา จึงจำเป็นที่จะต้องยึดความศรัทธาเอาไว้ให้มั่นคง ไม่แสดงความอ่อนแอ การขลาดกลัว ตลอดจนความทุกข์โศกให้เหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธาที่กล่าวปรามาสและดูหมิ่นดูแคลนสิ่งที่ผู้ศรัทธาเชื่อและยึดมั่นให้พวกเขาได้ใจและหยามเหยียดว่าเราโลเลและขาดความมั่นคงในศรัทธา


หากมุสลิมเข้าใจสาระธรรมจากอายะฮฺนี้ ก็จะเป็นเสมือนผู้ที่ยืนอยู่ปากเหวแล้วชะเง้อมองสู่ก้นเหว ที่ก้นเหวเบื้องล่างนั้นมีคนตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ พวกคนกลุ่มนั้นขึ้นมาไม่ถึง เท้าก็ย่ำอยู่ในปลักเลนไม่รู้สึกรู้สาว่าปลักเลนนั้นกำลังดูดให้พวกเขาจมดิ่งลงไปทุกครั้งที่พวกเขาขยับเท้าของตน กระนั้นพวกเขาก็ยังคงหลงเข้าใจว่าพวกตนอยู่ในสถานที่อันปลอดภัย ปากก็ตะโกนพร่ำว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องบนสุดนั้นเป็นเช่นนั้นเป็นเช่นนี้ด้วยคำสบประมาทต่างๆ นาๆ ถ้าคนที่อยู่บนสุด ณ ปากเหวนั้นมีสติและศรัทธาอันกอปรด้วยปัญญาแล้วก็จะรู้สึกเวทนาสงสารคนที่อยู่เบื้องล่าง ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะชะเง้อที่ปากเหวและตะโกนเถียงสู้หรือกระโจนตัวให้ตกลงไปอยู่ที่ก้นเหวพร้อมกับคนเหล่านั้น!


เพราะคนที่อยู่บนสุดหย่อนสายเชือกลงไปให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังมองไม่เห็นสายเชือกที่หย่อนลงมาให้ด้วยความมืดอันธการของความหลงผิดคิดว่าตนอยู่ในที่อันปลอดภัยก็เลยไม่คิดจะจับยึดสายเชือกแห่งความรอดนั้น เมื่อมองไม่เห็นก็เลยไม่คว้าและฉกฉวย พลางปฏิเสธว่าไม่มีสายเชือกใดๆ ปรากฏอยู่ คนที่อยู่บนสุดชะเง้อมองดูแล้วก็คงต้องถอนตัวกลับมายืนอยู่ในที่สูงของตนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ต่อไปพร้อมทอดสายตามองดูทิวทัศน์ตราตรึงสวยงามที่ขอบฟ้าเบื้องบน!


ประการที่ 2

قُلْ هَلْ نُنَبِّئُكُم بِالْأَخْسَرِينَ أَعْمَالًا ﴿١٠٣﴾
الَّذِينَ ضَلَّ سَعْيُهُمْ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَهُمْ يَحْسَبُونَ أَنَّهُمْ يُحْسِنُونَ صُنْعًا ﴿١٠٤﴾
أُولَـٰئِكَ الَّذِينَ كَفَرُوا بِآيَاتِ رَبِّهِمْ وَلِقَائِهِ فَحَبِطَتْ أَعْمَالُهُمْ فَلَا نُقِيمُ لَهُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَزْنًا ﴿١٠٥﴾
ذَٰلِكَ جَزَاؤُهُمْ جَهَنَّمُ بِمَا كَفَرُوا وَاتَّخَذُوا آيَاتِي وَرُسُلِي هُزُوًا ﴿١٠٦

“จงกล่าวเถิด เราจะบอกพวกท่านเอาไหมถึงบรรดาผู้ที่ขาดทุนเป็นที่สุดซึ่งพฤติกรรมทั้งหลาย คือบรรดาผู้ซึ่งความเพียรของพวกเขาหลงไปในชีวิตแห่งโลกนี้โดยที่พวกเขาเข้าใจว่าแท้จริงพวกเขากำลังกระทำสิ่งที่งดงาม พวกเหล่านี้แหล่ะคือบรรดาผู้ปฏิเสธต่อบรรดาโองการ (หรือสัญญาณ) แห่งพระผู้อภิบาลของพวกเขาและการพบพระองค์ แล้วความประพฤติทั้งหลายของพวกเขาก็สูญเปล่า แล้วเราจะไม่ดำรงน้ำหนักใดๆ แก่พวกเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ นั่นเป็นการตอบแทนของพวกเขาคืออเวจีญะฮันนัมเนื่องด้วยเหตุที่พวกเขาปฏิเสธ และยึดเอาบรรดาโองการ (หรือสัญญาณ) ของข้าและเหล่าศาสนฑูตของข้ามาเหยียดหยามดูแคลน” (อัล-กะฮฺฟิ : 103-106)


อายะฮฺนี้แจ้งให้ผู้ศรัทธารับรู้ว่า บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นพวกเขาหลงไปในดุนยา และถือเอาดุนยาเป็นสรณะเป็นบรรทัดฐานตัดสิน ความสุขสบายในดุนยาคือมาตรวัดความถูกต้อง การไม่เกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ยังไม่ถูกหักคอ ยังอยู่สบายไร้กังวล แสดงว่าตนอยู่บนความถูกต้อง การมีอันเป็นไปของบุคคลที่ลบลู่ดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อของตนในปัจจุบันคือเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ตนเคารพและมีความเชื่อศักดิ์สิทธิ์จริง และคนที่มีอันเป็นไปนั้นเป็นผู้ที่ผิดจริง


นี่เป็นมาตรฐานของพวกปฏิเสธศรัทธาที่ยึดติดกับโลกดุนยา และเห็นว่าสิ่งที่ตนเชื่อและปฏิบัติเป็นความดีงาม เพราะในท้ายที่สุดแล้วคนพวกนี้จะรู้ได้เองถึงว่าอะไรคือสัจธรรม อะไรคือความเท็จ เมื่อพวกเขาพ้นโลกดุนยาเข้าสู่ห้วงหลังความตาย ซึ่งเมื่อใดที่ความตายมาเยือน เมื่อนั้นก็จะรู้สำนึกด้วยตนเองว่า สิ่งที่ตนเชื่อถือนั้นคือความสูญเปล่า ไร้แก่นสาร สิ่งที่ตนปฏิเสธและยืนกรานไม่เชื่อคือสัจธรรมความจริง แต่นั่นก็สายไปเสียแล้วสำหรับการแก้ตัว คนเช่นนี้แหล่ะที่ขาดทุนเป็นที่สุด


ความประมาทย่ามใจเห็นว่าปัจจุบันตนไม่เป็นอะไรสักนิด ทำให้คนพวกนี้ประมาทเรื่องภายหน้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จริงๆ แล้วการกระทำอันกักขฬะของคนพวกนี้ในปัจจุบันย่อมส่งผลในเชิงลบและเป็นภัยแก่ตัวแล้วแบบปัจจุบันทันด่วน คือ อยู่ไม่เป็นสุข กลัวภัยจะมาประสบและถูกผู้มีศีลธรรมประณาม ชาวพุทธที่เคร่งครัดในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาก็คงไม่ยินดีกับการใช้วาจาทุจรติและเป็นอกุศลของบุคคลเช่น ดี.เจ.เอฟ


ฉะนั้นเพียงแค่ปัจจุบันนี้ เขาก็พบกับนรกที่สุมอยู่ในอกอันเนื่องจากปากที่สร้างศัตรูของตนแล้ว ไม่ต้องรอให้พบกับอเวจีแห่งญะฮันนัมในโลกหน้าแต่อย่างใดเลย  เพียงแค่การด่าทอพ่อแม่คนอื่นก็สุ่มเสี่ยงกับการถูกเอาเรื่องเอาราวแบบไม่รู้จบสิ้น เพียงแค่นี้ก็สร้างทุกข์ให้แก่ตัวไปมากโขแล้ว ยังไม่ต้องท้าวความถึงเรื่องที่สูงยิ่งไปกว่านั้น สำคัญอยู่ที่ว่าจะได้สำนึกหรือไม่


เวลาอยู่หน้าไมค์ในห้องส่งทำรายการก็พาลเที่ยวท้าตีท้าต่อยกับใครต่อใครไปทั่ว แต่ไฉนไม่กล้าสู้หน้าเวลาสัมภาษณ์ในสกู๊ปทำข่าวของรายการโทรทัศน์ แต่กลับหันหลังและร้องขอชีวิตว่าอย่าอาฆาตพยาบาทต่อตนและผู้เกี่ยวข้องเพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย แล้วที่ด่ากราดไปจนเปรอะนั้น ทำไมจึงไม่นึกบ้างว่าคนที่เขาไม่รู้เรื่องและไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเขาจะคิดเช่นใด? หากสำคัญผิดว่าสิ่งที่ตนกระทำเป็นความดี เป็นกุศลมหาศาล แล้วจะขอโทษขออภัยไปทำไม? คนดีเวลาประกอบกรรมดีไม่ต้องขออภัยคนทุศีลเพราะความดีย่อมไม่เป็นภัยแก่ผู้ใด ทั้งตัวผู้กระทำและผู้คนรอบข้าง


คนชั่ว เวลาประกอบกรรมชั่วย่อมส่งผลร้ายกลับมาหาตัวและผู้คนรอบข้างเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่โลกนี้ก็โลกหน้า ที่ผลของความชั่วยังไม่เกิดขึ้นแก่ตนในปัจจุบัน ก็หาใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นในภายหน้า คนชั่วมักประมาทและย่ามใจเห็นว่าทำผิดแล้วไม่เป็นอะไร มิหนำซ้ำชะล่าใจว่าได้ดีมีสุขเพราะสิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องดี นี่แหล่ะหนา เขาเรียกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความชั่วเป็นสิ่งสวยงาม ในท้ายที่สุดก็ถูกกงจักรนั้นบั่นคอ!



ประการที่ 3

لَتُبْلَوُنَّ فِي أَمْوَالِكُمْ وَأَنفُسِكُمْ وَلَتَسْمَعُنَّ مِنَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ مِن قَبْلِكُمْ وَمِنَ الَّذِينَ أَشْرَكُوا أَذًى كَثِيرًا وَإِن تَصْبِرُوا وَتَتَّقُوا فَإِنَّ ذَٰلِكَ مِنْ عَزْمِ الْأُمُورِ

“(ขอสาบานว่า) แน่นอนพวกท่านจะถูกทดสอบต่างๆ นาๆ ในทรัพย์สินและชีวิตของพวกท่าน และแน่นอนพวกท่านจะได้ยินจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกท่าน (ยะฮูดียฺ-นัศรอนียฺ) และจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีซึ่งการจาบจ้วงทำร้ายเป็นอันมาก และหากพวกท่านมีขันติธรรมและสำรวมในอินทรีย์ ดังนั้นแท้จริงสิ่งดังกล่าวเป็นเรื่องราวที่จำต้องมีความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง”

(อาลิ-อิมรอน : 186)


อายะฮฺนี้บ่งชี้ว่า ผู้ศรัทธาจะต้องถูกทอสอบด้วยประการต่างๆ ทั้งในเรื่องของทรัพย์สินและเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและร่างกายผู้ศรัทธาตลอดจนเรื่องของจิตใจ กล่าวคือ การเป็นผู้ศรัทธามิใช่เป็นเรื่องของความสบายทางวัตถุ ความมั่งคั่งในทรัพย์สิน ความร่ำรวย และความมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ผู้ศรัทธาที่แท้จริงจะต้องพานพบและประสบกับบททดสอบอยู่เสมอ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว


การทดสอบจึงเป็นเหมือนขั้นตอนที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงระดับของมาตรฐานและสมรรถนะของศรัทธาว่าเข้มแข็งและมั่นคงทนทานเพียงใด ผลิตภัณฑ์สินค้าทุกประเภทย่อมมีสรรพคุณและคำโฆษณาชวนเชื่อของผู้ผลิตเสมอ การจะได้ตราหรือเครื่องหมายรับรองคุณภาพของสินค้าจึงต้องผ่านกระบวนการของการทดลองและทดสอบคุณภาพเสียก่อน หากไม่ผ่านขั้นตอนในการทดสอบสินค้านั่นก็ย่อมไม่ได้รับการรับรองจากองค์กรที่รับผิดชอบ และถ้ามีการนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการรับรองออกมาวางจำหน่ายก็เท่ากับเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคและเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง


ในทำนองเดียวกัน ผู้ศรัทธาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริงก็จำต้องผ่านกระบวนการของการทดสอบคุณภาพของศรัทธาว่าเป็นจริงตามคำอ้างของผู้ที่อ้างว่ามีศรัทธาหรือไม่ การทดสอบเพื่อให้ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ว่าเท็จหรือเทียมนั้น พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้ถึงผลของการทดสอบนั้นแต่อกาลิโก แต่มนุษย์ไม่รู้จนกว่าจะได้ประจักษ์ถึงผลของการทดสอบนั้น สิ่งที่เป็นบททดสอบประการหนึ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงแจ้งเอาไว้ให้ผู้ศรัทธาได้รับรู้ในอายะฮฺข้างต้นก็คือ การรับรู้ผ่านโสตประสาทของผู้ศรัทธาถึงคำดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม การสบประมาท จาบจ้วงต่างๆ นาๆ จากเหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธา


ท่าทีซึ่งพวกเขาแสดงออกทั้งด้วยวาจาและพฤติกรรมเป็นสิ่งที่มีมานับแต่ศาสนทูต นัวหฺ (อ.ล.) จวบจนยุคของท่านศาสนทูต มุฮัมหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และจะคงดำเนินไปแบบแผ่นเสียงตกร่องหรือออโต้รีเวิร์สที่วนไปเวียนมาตราบวันสิ้นโลก คำพูดที่ ดี.เจ.เอฟ ถ่ายทอดออกมาสู่โสตประสาทของผู้ศรัทธาใน พ.ศ. นี้ไม่ได้แตกต่างไปจากคำพูดคำจาที่เคยมีผู้กล่าวมาก่อนเมื่อ 15 ศตวรรษที่แล้วหรือก่อนหน้านั้น เพราะนี่เป็นวิธีเป็นวัฏจักรแห่งการทดสอบพลังศรัทธาของผู้ศรัทธาในทุกยุคทุกสมัย


เรื่องที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการนำความเดิมมาเล่าใหม่ สิ่งที่มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องกระทำในสภาวะการณ์เช่นนี้คือ มีความอดทน อดกลั้น ยึดมั่นในหลัก "ขันติธรรม" และการสำรวมตนตามหลักการที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงบัญญัติเอาไว้ การยึดมั่นในหลักธรรม 2 ประการนี้เป็นเรื่องที่จริงจังต้องอาศัยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจึงจะสามารถทนต่อการเบียดเบียนและแรงเสียดทานที่มุ่งกระทำต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม


การอดทนอดกลั้นมิได้หมายถึงการไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือวางเฉยไม่กระทำการสิ่งใดเลย แต่การอดทนอดกลั้นต่อการกระทำเป็นการตั้งสติด้วยสมาธิที่มั่นคงและใช้ปัญญาอันเกิดจากสติและสมาธินั้นใคร่ครวญและตรึกตรองถึงสาเหตุแห่งการกระทำนั้นว่าเกิดจากสิ่งใด มีอะไรเป็นปัจจัยเกื้อหนุน หากมีสาเหตุอันเกิดจากความไม่รู้ ความเขลาของผู้กระทำก็จงให้ปัญญาและความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้กระทำ หากพบว่ามีสาเหตุมาจากอกุศลจิตและอคติของผู้กระทำก็ต้องชี้แนะด้วยกุศโลบายและความนิ่มนวลเพื่อให้มีการปรับทัศนะคติด้วยเหตุผลและการโต้ตอบที่ดีกว่าทั้งในรูปแบบและวิธีการของการโต้ตอบ


ศาสนาอิสลามสอนวิธีการโต้ตอบกับความไม่ดีทั้งปวงเอาไว้หลายวิธีด้วยกัน เช่น


خُذِ الْعَفْوَ وَأْمُرْ بِالْعُرْفِ وَأَعْرِضْ عَنِ الْجَاهِلِينَ   1

“จงยึดมั่นการให้อภัย และจงกำชับใช้สิ่งที่ดีงาม และจงผินออกจากบรรดาผู้โง่เขลา" (อัล-อะอฺรอฟ : 199)

 

2 فَاصْفَحْ عَنْهُمْ وَقُلْ سَلَامٌ فَسَوْفَ يَعْلَمُونَ

“ดังนั้นจงอโหสิแก่พวกเขา (ผินออกและไม่ถือสาหาความ) และจงกล่าวว่า "ศานติ" (การกิจของเราคือศานติ และละวางพวกท่าน) แล้วต่อไปพวกเขาก็จะรู้เอง (ว่าสิ่งใดเป็นเท็จสิ่งใดเป็นความจริง) (อัซซุครุฟ :89)

 

3 ادْفَعْ بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ السَّيِّئَةَ

“จงตอบโต้ความชั่วด้วยสิ่งซึ่งมันดีกว่า" (อัล-มุอฺมินูน : 96)

 

4 وَجَادِلْهُم بِالَّتِي هِيَ أَحْسَن

“และจงถกเถียงกับพวกเขาด้วยสิ่งซึ่งมันดีกว่า" (อัล-นะหลุ้ : 125)


การปัดป้องผลักดันสิ่งไม่ดีทั้งปวงต้องใช้วิธีการและรูปแบบที่ดีกว่าเสมอ อัล-กุรอานเน้นว่า "ด้วยสิ่งซึ่งมันดีกว่า" (بِالَّتِي هِيَ أَحْسَن) คือ ดีกว่าทั้งในด้านเหตุผล งดงามกว่าด้วยถ้อยคำ สวยงามด้วยรูปแบบและวิธีการเสมอ แค่ดีก็ยังไม่พอ "แต่ต้องดีกว่า" "เหนือกว่า" ถึงจะกำหราบปราบปรามความไม่ดีนั้นได้


ดังนั้นเมื่อเขาด่าทอบริภาษก็มิได้หมายความว่าให้ด่าทอบริภาษตอบกลับไปให้สะใจยิ่งกว่าหรือสาสมกัน เพราะนั่นก็เท่ากับว่าเราเลวพอกับเขาหรือเลวยิ่งกว่า ฉนั้นมุสลิมจะปัดป้องสิ่งที่เลวทรามด้วยความดีก่อนเสมอ การมีอารมณ์โมโหตามคำยั่วยุ ย่อมแสดงว่าขาดขันติคือความอดทนอดกลั้น


การตอบโต้ด้วยความเลวหรือการละเมิดตอบย่อมเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนความชั่วให้แรงกล้าขึ้นไปอีก ถึงแม้ผู้ถูกละเมิดและถูกอธรรมจะมีสิทธิเอาคืนจากผู้ที่ละเมิดหรืออธรรม ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้ละเมิดหรืออธรรมต่อคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะนั่นจะกลายเป็นว่าผู้ถูกละเมิดมีสถานภาพที่ไม่ต่างจากผู้ละเมิดนั่นเอง


ลองดูการปฏิบัติของท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นแบบอย่าง วันที่ท่านพิชิตนครมักกะฮฺได้สำเร็จ กองทัพของมุสลิมคุมสถานการณ์ในนครมักกะฮฺได้ทั้งหมด พลเมืองมักกะฮฺในเวลานั้นตกอยู่ในกำมือของท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) สิ่งที่พวกเขากระทำกับเหล่าผู้ศรัทธาและตัวท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เอง ตลอดช่่วงเวลา 8 ปีก่อนหน้านั้นหรือนานกว่านั้นนับแต่การเร่ิมต้นประกาศศาสนา เป็นสิ่งที่ฝ่ายของผู้ศรัทธาย่อมมีสิทธิเอาคืนให้สาสมกับสิ่งที่พลเมืองมักกะฮฺกระทำ


เพียงแค่ออกคำสั่งว่าให้ประหัตประหารพลเมืองมักกะฮฺทุกคนก็ย่อมสามารถกระทำได้ แต่ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็เลือกเอาการนิรโทษกรรมและการอโหสิกรรมเพราะเป็นการพิชิตหัวใจของผู้คนได้อย่างยั่งยืนและเป็นชัยชนะที่แท้จริง เหตุนี้อัล-กุรอานจึงระบุชัดเจนว่า เมื่อเอาชนะความชั่วด้วยความดี ผู้ที่เคยบาดหมางและเป็นศัตรูก็จะกลับกลายเป็นมิตร และจะไม่ประสบกับสถานการณ์เช่นนี้นอกเสียจากผู้ที่มีความขันติและเป็นผู้ที่มีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่เท่านั้น


ในสมัยสงครามครูเสด ปี ค.ศ.1187 จอมทัพเศาะลาหุดดีน อัล-อัยยูบียฺ (สลาดิน) ได้รับชัยชนะต่อกองทัพครูเสดแห่งเยรูซาเล็มเป็นผลให้นครเยลูซาเล็ม (อัล-กุดส์) ถูกพิชิตคืนในเวลาต่อมา เมื่อกองทัพของจอมทัพเศาะลาหุดดีน อัล-อัยยูบียฺ ยาตราทัพเข้าสู่นครเยรูซาเล็ม พลเมืองชาวคริสเตียนได้รับการคุ้มครอง โบสถ์วิหารในคริสตศาสนาได้รับการพิทักษ์ พลเมืองคริสเตียนที่ประสงค์จะอพยพสู่หัวเมืองที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของพวกครูเสดเป็นจำนวนมากที่จอมทัพเศาะลาหุดดีน ได้เสียสละด้วยการจ่ายค่าไถ่แทนพวกเขา และตลอดเส้นทางกองทหารมุสลิมคอยให้ความคุ้มครองขบวนของผู้อพยบ


ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1099 เมื่อกรุงเยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพครูเสด พลเมืองชาวมุสลิม ชาวยิว และชาวคริสเตียนต่างนิกาย ถูกสังหารหมู่เป็นจำนวนมาก มัสยิด อัล-อักศอถูกยึดเอาเป็นฐานบัญชาการของกองทหารอัศวินผู้พิทักษ์วิหารอันศักดิสิทธิ์และส่วนหนึ่งของมัสยิดกลายเป็นคอกม้า การเข่นฆ่าผู้คนในวันที่พวกครูเสดยึดครองเยรูซาเล็มถือเป็นโศกนาฏกรรมในหน้าประวติศาสตร์ที่แม้แต่ชาวคริสต์เองยังประณาม แต่เมื่อจอมทัพเศาะลาหุดดีนยึดครองนครอันศักดิ์สิทธิกลับคืนมา การเอาคืนด้วยการประหัตประหารพลเมืองคริสเตียนก็น่าจะเป็นสิทธิที่จะกระทำได้ แต่จอมทัพเศาะลาหุดดีนก็เลือกการประนีประนอมและการไว้ชีวิตพวกเขาเหล่านั้น


ประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงความงดงามของชาวมุสลิมที่ปฏิบัติต่อบรรดาศัตรูเอาไว้อย่างมากมาย แต่ดูเหมือนว่า ดี.เจ.เอฟ และบุคคลประเภทเดียวกันเขาไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์เหล่านั้นเลย สิ่งที่ ดี.เจ.เอฟ และบุคคลเช่นเขารับรู้ก็คือภาพอันสวยงามของศาสนาคริสต์ที่สอนให้มีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์  "ซึ่งศาสนาสอนเช่นนั้นจริง"  แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือ ชาวคริสต์ในช่วงยุคสมัยประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถือในคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่สั่งสอนให้รักศัตรู


เหตุการณ์ในสเปน (อัล-อันดะลุส) สงครามครูเสด การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮซิโกวินา และคอสโซโว การล่าอาณานิคมในยุคจักรวรรดินิยม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อินเดียนแดงในอเมริกา และชาวอบอริจินในออสเตรเลีย ทั้งหมดสวนทางกับคำสอนและไม่มีผู้ใดพูดถึง


สิ่งที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของ ดี.เจ.เอฟ และบุคคลเช่นเขาคือการทำลายมหาวิหาร นาลันทา ของสุลฏอนมะหฺมูด อัล-ฆอซนะวียฺ ชาวมุสลิมผู้ป่าเถื่อนและเป็นเหตุทำให้พระพุทธศาสนาหมดสิ้นไปจากชมพูทวีป กรณีของนาลันทาจึงเป็นเรื่องที่ชาวพุทธจดจำและพูดถึงอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงนั่นเป็นเพียงการรุกรานชุมพูทวีปครั้งหนึ่งจากหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นและพระพุทธศาสนาในเวลานั้นก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว


สิ่งสำคัญมิใช่อยู่ที่มุสลิมเผานาลันทา แต่อยู่ที่การฟื้นฟูและกลืนกินพระพุทธศาสนาของศาสนาฮินดูต่างหาก แน่นอนพวกเขาย่อมไม่จดจำในข้อนี้แต่พวกเขาเลือกที่จะจดจำเรื่องของนาลันทาว่ามุสลิมเป็นผู้ทำลายมากกว่าเรื่องอื่น และในทำนองเดียวกัน พวกเขาพูดถึงการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชว่าเป็นไปอย่างงดงามและสันติ แต่สิ่งที่พวกเขาลืมที่จะพูดถึงก็คือ ช่วงก่อนหน้านั้นของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่แควนน้อยใหญ่ครั้นคร้ามพระองค์ สาเหตุที่ว่าก็คือ "สงคราม" นั่นเอง!



ประการที่ 4
ฝ่ายมุสลิมจะต้องยึดในพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ว่า

وَلَا تَسُبُّوا الَّذِينَ يَدْعُونَ مِن دُونِ اللَّـهِ فَيَسُبُّوا اللَّـهَ عَدْوًا بِغَيْرِ عِلْمٍ

“และพวกท่านอย่าด่าทอบริภาษบรรดาสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ เพราะนั่นจักเป็นเหตุให้พวกเขาบริภาษอัลลอฮฺอย่างเลยเถิดโดยไม่มีความรู้" (อัล-อันอาม : 108)


นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานส่วนใหญ่มีความเห็นว่าพระดำรัสนี้ยังคงบังคับใช้อยู่ มิได้ถูกยกเลิก (มันซูค) โดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายทางความเชื่อ เพราะการที่มุสลิมไปจาบจ้วงด่าทอสิ่งที่ชนต่างศาสนิกเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมจะเป็นเหตุแห่งการแสดงปฏิกริยาโต้ตอบในเชิงลบ เมือเราไปด่าทอสิ่งที่พวกเขาเคารพนับถือ พวกเขาก็ด่าทอสิ่งที่พวกเราเคารพนับถือ จึงกลายเป็นว่าเราเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้


ฉะนั้นมุสลิมจะต้องพึงระวังในการกระทำดังกล่าว การด่ากันไปด่ากันมาย่อมไม่เกิดผลดีแต่อย่างใดเลย มิหนำซ้ำยังสร้างความบาดหมางระหว่างกันอีกด้วย ซึ่งจำต้องแยกระหว่างการด่าทอบริภาษแบบให้เสียหายและหยาบคายกับการวิจารณ์หรือหักล้างด้วยเหตุผลทางปัญญา สองสิ่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอัล-กุรอานมีการวิจารณ์ต่อความเชื่อของชนต่างศาสนิกอยู่มากก็จริงแต่ก็เป็นการวิจารณ์บนพื้นฐานของปัญญาและเหตุผลตลอดจนข้อเท็จจริง


มุสลิมบางคนอาจจะหวงแหนและรักศาสนาของตนและไม่ยอมให้ผู้ใดมาจาบจ้วง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีผู้จาบจ้วงโจมตีศาสนาอิสลามด้วยความหยาบคายและกักขฬะ มุสลิมก็จะต้องโต้ตอบด้วยการด่าทอบริภาษอย่างหยาบคายเช่นกัน เพราะนั่นไม่เกิดประโยชน์และไม่ประเทืองปัญญา การด่าทอจาบจ้วงของ ดี.เจ.เอฟ ที่มีต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมไม่ส่งผลอันใดต่อพระองค์เลย ผลร้ายย่อมเกิดกับตัวของ ดี.เจ.เอฟ เอง


พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมหาบริสุทธิ์ ทรงสูงส่งเกินกว่าที่คำหยาบคายจาบจ้วงจะไปถึง ต่อให้มนุษย์รวมหัวกันปฏิเสธพระองค์พระองค์ก็ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าพระผู้ทรงมหาบริสุทธิ์อยู่ดังเดิม ความด่างพร้อยใดๆ มิอาจหยั่งถึงพระองค์ได้ อาจจะเปรียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า การกระทำของ ดี.เจ.เอฟ ไม่ได้แตกต่างจากการที่ "สุนัขตัวหนึ่งหรือสุนัขเป็นฝูงกำลังไล่เห่าเครื่องบินสายการบินไทย" หรือไม่ก็กำลังเห่าปลากระป๋อง เห่าให้เสียงขรมเพียงใด เครื่องบินก็ยังคงบินต่อไป เสียงเห่าไม่ได้รบกวนระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการบินของเครื่องบินแต่อย่างไรเลย เห่าขนาดไหนก็ไม่ทำให้ฝาจุกปลากระป๋องเปิดออกได้ ไม่มีผลแม้แต่น้อย  ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็มิใช่ด่าทอบริภาษ ดี.เจ.เอฟ ว่าเป็นสุนัขที่เห่าหอนเครื่องบิน แต่เปรียบให้เห็นถึง "ผลการกระทำ" ของ ดี.เจ.เอฟ ว่าเทียบได้อย่างนี้"


สี่ประการที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากอนุสติที่มุสลิมจะต้องได้คิดและเกิดปัญญาในกรณีบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพียงแค่ 4 ประการนี้ก็ย่อมเพียงพอแล้วในการสร้างทัศนคติและท่าทีสำหรับผู้ศรัทธาที่แสดงออกต่อเหตุการณ์ในทำนองนี้ ซึ่งคงจะมีเกิดขึ้นอีก อย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว


ไฟล์เสียงคำปรารภ กรณีดี.เจ.เอฟ หมิ่นศาสนาอิสลาม

Download Embed Embed this video on your site


والله ولي التوفيق


หนังสืออันดาลุส


เปิดรับบริจาค
เป็นค่าเช่าพื้นที่เว็บ
ทางเว็บมีค่าใช้จ่าย
เดือนละ
1000 บาท

บทความพิเศษ

ผู้เยี่ยมชม

เรามี 40 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


dream weaver tracker

จำนวนผู้เยี่ยมชม (Unique Visits Only) ตั้งแต่ 13 มิถุนายน 2551  |  พื้นที่และระบบโดย youngcyber