อาลี เสือสมิง อัสสิยามีย์

อีเมล พิมพ์ PDF

กรณีพิพาทระหว่างท่านคอลีฟะฮฺ อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ) และท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ)

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى آله وصحبه أجمعين وبعد

ช่วงการปกครองระบอบคิลาฟะฮฺ ภายหลังท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม)  นับแต่ปี ฮ.ศ. 11 – ฮ.ศ. 40 ซึ่งกินระยะเวลา 30 ปี ตามที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม) เคยระบุไว้ในสุนนะฮฺของท่านในหมวดดะลาอิลุ้ลนุบูวะฮฺ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น

การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺอบูบักร อัศศิดดีก (ร.ฎ.) การทำสงครามกับอะฮฺลุรฺริดดะฮฺ การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก (ร.ฎ.) สมรภูมิ อัลกอดิสียะฮฺ อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิเปอร์เซีย, สมรภูมิอัล-ยัรมูก, อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิไบเซนไทน์, การพิชิตนครอัล-กุดสฺ , การลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัล-ฟารูก (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 23 / ค.ศ.644,


การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน ซุนนูรอยนฺ (ร.ฎ.), การพิชิตแอฟริกาเหนือ, การรวบรวม กิรออะฮฺของอัล-กุรอาน, การลอบสังหาร เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 35/ ค.ศ. 656 , การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อาลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.), สมรภูมิอูฐ ปีฮ.ศ.36 / ค.ศ.656 ,สมรภูมิศิฟฟีน ปี ฮ.ศ. 37 / ค.ศ. 657, การตัดสินข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ (อัต-ตะหฺกีม) และการลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ปีฮ.ศ.40 / ค.ศ. 661 เป็นต้น


ดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) นั้น จะเป็นช่วงวิกฤตที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ยุคต้นอิสลามซึ่งเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายในช่วงปลายสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) และเป็นจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจนของประดาปัญหาทั้งปวงตลอดสมัยการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน อะลี (ร.ฏ.) เพราะก่อนหน้านั้นรัฐอิสลามในระบอบคิลาฟะฮฺ มิได้มีปัญหาภายในที่รุนแรงเฉกเช่นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.)


บรรดาเศาะหาบะฮฺก่อนหน้านั้น ตลอดจนประชาคมมุสลิมในรุ่นตาบีอีนยังคงรักษาเสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่นของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺเอาไว้อย่างมั่นคง แต่สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปภายหลังการลอบสังหารเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) การเข้ามาของท่านอะลี  (ร.ฎ.) ในฐานะ เคาะลีฟะฮฺ ในช่วงเวลานั้น ( ฮ.ศ. 35 – ฮ.ศ. 40) จึงถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการสืบสานภารกิจของเหล่าเคาะลีฟะฮฺก่อนหน้าท่าน


สถานการณ์ที่อืมครึมและสุ่มเสี่ยงย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่เคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ต้องเผชิญกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในเวลานั้น จะชอบด้วยหลักนิติธรรมอิสลาม ว่าด้วยรัฐศาสตร์การปกครองและในเวลานั้นไม่มีเศาะหาบะฮฺท่านใดจะมีความเหมาะสมยิ่งไปกว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการเป็นเคาะลีฟะฮฺอีกแล้วก็ตาม


แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์มิได้เป็นใจแก่ท่านอย่างที่ควรจะเป็น มีข้อจำกัดมากมายและซับซ้อนซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของท่านเคาะลีฟะฮฺ และเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่ท่านเคาะลีฟะฮฺ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแต่อย่างใดเลย หากแต่ท่านเคาะลีฟะฮฺกลับต้องรับ ผลพวงเหล่านั้นโดยตรง ผลพวงที่ว่านี้ก็คือ การสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุอัฟฟาน (ร.ฎ.) ซึ่งกลายเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของเศาะหาบะฮฺบางส่วน ในการนำเอาผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความและกิศอศตามโทษานุโทษที่ก่อเอาไว้ จริงๆแล้ว บรรดาเศาะหาบะฮฺในขณะนั้นมีความเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน


ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาคมมุสลิมโดยการนำของ เคาะลีฟะฮฺต้องดำเนินการก็คือ การกิศอศผู้กระทำผิด


ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่นคือสิ่งที่สมควรยิ่งกว่า และจำต้องอดทนรอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายแล้วค่อยดำเนินการเอาผิดกับเหล่าอาชญากรให้ถึงที่สุด


ฝ่ายที่สามเห็นว่า การที่เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ต้องทนแบกรับการปิดล้อมที่อธรรมนั้นก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งชีวิตของผู้คน และมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายมากไปกว่านั้น จึงเป็นเรื่องสมควรสำหรับบุคคลในขณะนั้นที่ต้องสงวนท่าทีไม่เข้าร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่มีความเห็นต่างกัน โดยถือเอาบรรดา อัล-หะดีษ ที่ระบุห้ามจากการสู้รบในยามที่เกิดฟิตนะฮฺ เป็นสรณะ  (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน “ชัรหุ เศาะฮีหฺ มุสลิม” ; อัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 15 หน้า 149 )


สิ่งที่รับรู้และเห็นพ้องกันในหมู่นักรายงานและนักประวัติศาสตร์ก็คือ การพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เหมือนกับการพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ฝ่ายหนึ่งกับท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.), ท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฏ.) อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งสาเหตุของการพิพาทเกิดจากการเรียกร้องให้มีการกิศอศเหล่าทรชนที่สังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) โดยเร็ว  และการที่บุคคลทั้ง 3  ออกไปยังเมืองอัล-บัศเราะฮฺก็มีจุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ ( อัฏเฏาะบะรียฺ ; ตารีค อัรรุสุล วัลมุลูก เล่มที่ 4 หน้า 449-450 ตรวจทานโดย มุฮัมมัดอบุลฟัฎลฺ อิบรอฮีม ; ไคโร ดารุลมะอาริฟ พิมพ์ครั้งที่ 4 1979 )


กล่าวได้ว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ร.ฎ.) มีความเห็นตรงกันต่อกรณีการดำเนินคดีกิศอศกับบรรดาผู้ร่วมสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) แต่ความเห็นที่ต่างกันของบรรดาเศาะหาบะฮฺอยู่ในประเด็นที่ว่าควรดำเนินคดีโดยเร็วเสียก่อนหรือควรผัดผ่อนไปก่อนตราบเมื่อสถานการณ์มีความเหมาะสมจึงค่อยดำเนินคดี


ฝ่ายท่านฏอลหะฮฺ อัซซุบัยรฺ , ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านมุอาวียะฮฺเห็นว่าต้องเร่งรัดคดีให้ถึงที่สุด บรรดาอาชญากรต้องถูกลงโทษนับแต่เบื้องแรก ในขณะที่เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) และผู้ที่สนับสนุนท่านเห็นว่าควรประวิงเวลาออกไปก่อน จนกว่าศูนย์อำนาจของเคาะลีฟะฮฺจะมีเสถียรภาพมั่นคง เมื่อสถานการณ์เป็นใจแล้วจึงให้บรรดาทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความตามขั้นตอน เพราะบรรดาผู้กระทำผิดมีเป็นจำนวนมาก และเป็นคนของเผ่าต่างๆ


ทั้งนี้หากเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้คนจำนวนมากเหล่านี้ โดยไม่มีการผ่านขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีความนับจากการฟ้องร้องของเหล่าทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ต่อหน้าเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) การสอบพยานและการตัดสินคดีความด้วยการกิศอศ แน่นอนการดำเนินการที่ไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวย่อมนำไปสู่มิคสัญญีและความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองที่อาจมีผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุนี้ความเห็นของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบด้วยหลักการมากว่าความเห็นของฝ่ายที่มีเศาะหาบะฮฺทั้ง 4 ท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้อง


อย่างไรก็ตามความเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นความเห็นอันเกิดจากการวิเคราะห์ ( อิจญติฮาด) ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือผิดพลาดก็ได้ ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่เรียกร้องให้เร่งรัดคดีมีความเชื่อและเข้าใจว่า การสังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง และการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้มีความสามารถกระทำได้ ในฐานะฟัรฎูกิฟายะฮฺ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอิมาม


ซึ่งจริงๆ แล้วการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นี้ เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับหลักการกิศอศกับผู้กระทำผิด ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากอิมามตลอดจนต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้องของทายาทผู้ที่ถูกสังหารเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดได้ การดำเนินการกิศอศโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม ( อัล-กุรฏุบียฺ ; อัล-ญามิอฺ ลิอะหฺกาม อัล-กุรอาน เล่มที่ 2 หน้า 256 )


จึงกล่าวได้ว่าบรรดาฝ่ายที่เรียกร้องต่างก็เป็นผู้วิเคราะห์ (มุจญ์ตะฮิด) เพียงแต่วิเคราะห์พลาดในการตีความ (ตะอฺวีล) รูปคดี และได้รับอานิสงค์ในการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์และท่าทีของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) และท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องนี้มีความใกล้เคียงกับความถูกต้องมากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ใน 4 ประเด็นด้วยกันคือ


1)  บุคคลทั้ง 2 ได้ให้สัตยาบัน (มุบายะอะฮฺ) แก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ด้วยความสมัครใจพร้อมกับยอมรับถึงความประเสริฐของท่านอะลี (ร.ฎ.) – ดู อัล-มุศอนนัฟ ; อิบนุ อะบีชัยบะฮฺ เล่ม15 หน้า271-274 – แต่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ยังมิได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ถึงแม้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จะยอมรับถึงความประเสริฐของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ตาม  (อัฏเฏาะบะรียฺ ; ตารีค อัร-รุสุล เล่มที่4 หน้า 438 )


2 ) สถานภาพอันสูงส่งของบุคคลทั้งสองในอิสลามและในหมู่ประชาคมมุสลิม ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ไม่ได้มีสถานภาพเท่าเทียมบุคคลทั้งสอง ซึ่งเป็นกลุ่มเศาะหาบะฮฺรุ่นแรกที่เข้ารับอิสลามและเป็นหนึ่งใน10 บุคคลที่ได้รับแจ้งข่าวดีด้วยสวนสวรรค์ ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) เป็นมุสลิมในช่วงการพิชิตนครมักกะฮฺหรือก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย


3 ) บุคคลทั้งสองมีเจตจำนงในการสังหารพวกที่ก่อการกบฏต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เท่านั้น มิได้ประสงค์จะทำสงครามกับท่านอะลี(ร.ฎ.) และฝ่ายของท่านในสมรภูมิอูฐ แต่เหตุที่มีการปะทะกันเป็นผลมาจากแผนการของกลุ่มอัส-สะบะอียะฮฺ ที่มีอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะบะอฺ เป็นผู้นำ ในขณะที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ยืนกรานต่อการสู้รบกับท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ในสมรภูมิศิฟฟีน ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ , ตารีค อัร-รุสุล เล่มที่5 หน้า 242 ; อบูหะนีฟะฮฺ อัด-ดัยนูรียฺ : อัล-อัคบารฺ อัฏ-ฏิวาลฺ หน้า 162 )


4 ) บุคคลทั้งสองมิได้กล่าวหาท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า มีท่าทีรอมชอมในการดำเนินการกิศอศกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ อ้างแล้ว เล่มที่ 4 หน้า 454 , 462 และ464 ) ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)  และฝ่ายของท่านกล่าวหาท่านอะลี (ร.ฎ.) ในเรื่องดังกล่าว ( อ้างแล้วเล่มที่ 4 หน้า 444 , อิบนุ กะษีร : อัล-บิดายะฮฺ เล่มที่ 7 หน้า 259 )


ดังนั้นการที่มีบุคคลกล่าวว่า สิ่งที่ปลุกเร้าให้บุคคลทั้งสองออกไปยังเมืองอัล-บัศเราะฮฺ คือการที่บุคคลทั้งสองมีความทะเยอทะยานในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และต้องการปลุกปั่นผู้คนด้วยสิ่งดังกล่าวย่อมเป็นความผิดพลาด และค้านกับข้อเท็จจริง ( อัชชัยคฺ อัล-มุฟีด ซึ่งเป็นชีอะฮฺได้กล่าวหาบุคคลทั้งสองในตำรา กิตาบ อัล-ญะมัล หน้า 61)  เพราะบุคคลทั้งสองและท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) มิได้มีความต้องการแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากท่านอะลี (ร.ฎ.) และมิได้เรียกร้องให้กับผู้หนึ่งผู้ใดในการดำรงตำแหน่งแทนท่านอะลี (ร.ฎ.) ทั้งหมดเพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับ ท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการประวิงเวลาต่อการดำเนินคดีกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และละทิ้งการกิศอศเท่านั้น ( อิบนุ หะญัร : อัลฟัตหฺ เล่มที่ 13 หน้า 56 )


ในทำนองเดียวกันมีเรื่องกล่าวขานกันอย่างแพร่หลายนับแต่ยุคอดีตและปัจจุบันว่า การพิพาทระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) มีสาเหตุมาจากการที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) มีความละโมบในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และการที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก่อการดื้อแพ่งต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และไม่ยอมให้สัตยาบันนั้นมีเหตุมาจากการปลดท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ออกจากตำแหน่งผู้ปกครองแคว้นชาม


(มีรายงานปรากฏในตำรา อัล-อิมามะฮฺ วัสสิยาสะฮฺ ซึ่งอ้างกันว่าเป็นงานเขียนของท่านอิบนุ กุตัยบะฮฺ อัด-ดัยนูรียฺ ระบุว่า ท่านมุอาวียะฮฺได้อ้างการเป็นเคาะลีฟะฮฺ (ดูในตำราเล่มนี้ เล่มที่1 หน้า 113 ดร.อับดุลลอฮฺ อุสัยลานได้วิเคราะห์เอาไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อ “อัล-อิมามะฮฺ วัสสิยาสะฮฺ ฟี มีซาน อัต-ตะหฺกีก อัล-อิลมิยฺ” ด้วยข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ยืนยันว่าตำราเล่มนี้มิได้ถูกเขียนโดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺ แต่เป็นตำราที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้อื่น และกล่าวตู่เจือสมว่าเขียนโดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺ ดูรายละเอียดสำคัญในเรื่องนี้จากตะหฺกีก มะวากิฟ อัศเศาะหาบะฮฺ ฟิล ฟิตนะฮฺ ; ดร.มุฮัมมัด อัมหะซูน เล่มที่ 2 หน้า 143-145 สำนักพิมพ์ อัล-เกาษัร. ริยาฎ ,1994 )


แต่ในความเป็นจริงแล้วการขัดแย้งระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) และมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) นั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความจำเป็นในการให้สัตยาบันของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และผู้ให้การสนับสนุนแก่ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก่อนการดำเนินคดีกิศอศกับบรรดาอาชญากร หรือหลังจากนั้นกันแน่ต่างหาก กล่าวคือ ฝ่ายท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองแคว้นชามมีความเห็นว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จะต้องชำระคดีความให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพวกเขาก็จะเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบันแก่ท่านเคาะลีฟะฮฺหลังจากนั้น (อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 4/438)


ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้กำหนดท่าทีอย่างชัดเจนแล้วนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่าน อันนุอฺมาน อิบนุ บะชีรฺ (ร.ฎ.) นำเสื้อของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ที่เปื้อนเลือดพร้อมด้วยนิ้วมือของท่านหญิงนาอิละฮฺ ภรรยาของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ไปถึงแคว้นชาม และวางเสื้อตัวนั้นไว้บนมิมบัรในนครดามัสกัสเพื่อให้ผู้คนได้เห็น ตลอดจนแขวนนิ้วมือของท่านหญิงนาอิละฮฺ เอาไว้กับสาบเสื้อตัวนั้น ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จึงได้เรียกร้องให้พลเมืองแคว้นชามแก้แค้นให้แก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และดำเนินการกิศอศกับเหล่าอาชญากร ซึ่งในการเรียกร้องนี้มีเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) อีกด้วย ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 4/562 , อิบนุ กะษีร ; อัล-บิดายะฮฺ 7/248)


สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ข้อกล่าวหาที่มีต่อท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ตกไปคือการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในตำบลศิฟฟีน ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ส่งท่านบะชีร อิบนุ อบีมัสอูด อัลอันศอรียฺ ไปเจรจากับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) โดยตรง


ท่านบะชีร ได้กล่าวกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : “ฉันเรียกร้องให้ท่านมีความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของท่าน และตอบรับลูกลุงของท่านยังสิ่งที่เขาเรียกร้องท่านสู่ความถูกต้อง นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ปลอดภัยยิ่งนักในศาสนาของท่านและดีที่สุดสำหรับท่านในบั้นปลายแห่งการงานของท่าน”


ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า :  “และเขา ( หมายถึงท่านอะลี ) จะละทิ้งเลือดของอุษมานกระนั้นหรือ? ไม่! ขอสาบานต่อพระผู้ทรงเมตตา ฉันไม่มีทางกระทำสิ่งนั้นแน่...” ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 5/242 ) ยะหฺยา อิบนุ สุลัยมาน อัล-ญุอฺฟียฺ ระบุไว้ในตำรา “กิตาบศิฟฟีน” ด้วยสายรายงานที่ดีจากอบีมุสลิม อัล-เคาลานียฺ ว่า อบูมุสลิมได้กล่าวกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)ว่า : “ท่านจะยื้อแย่งอะลีในตำแหน่งคิลาฟะฮฺหรือว่าท่านเหมือนกับอะลี?


มุอาวียะฮฺกล่าวว่า :  “ไม่! แท้จริงฉันย่อมรู้ดีว่าอะลีประเสริฐกว่าฉัน และสมควรที่สุดต่อตำแหน่งนั้น แต่พวกท่านไม่รู้ดอกหรือว่าอุษมานถูกสังหารอย่างอยุติธรรม และฉันเป็นลูกลุงของอุษมาน เป็นทายาทของเขา ฉันจึงเรียกร้องหนี้เลือดของเขา พวกท่านจงไปหาอะลี และจงกล่าวกับเขาว่าให้เขาส่งมอบพวกที่สังหารอุษมานให้แก่เรา” แล้วอบูมุสลิมกับพวกจึงมาหาท่านอะลี และพูดกับเขา อะลีกล่าวว่า :  “ให้เขา ( มุอาวียะฮฺ ) เข้าสู่การสัตยาบันสิ ! เขาจะได้ฟ้องร้องคดีพวกนั้นยังฉัน” ทว่ามุอาวียะฮฺไม่ยอม...”  ( อิบนุ หะญัร อัลฟัตหฺ เล่มที่ 13 หน้า86 )


อิบนุ มุซาหิม กล่าวไว้ ในตำรา “วักอะฮฺ ศิฟฟีน”ของเขาว่า อบูมุสลิม อัลเคาลานีย์กล่าวกับมุอาวียะฮฺว่า :

“โอ้ มุอาวียะฮฺ! เรารู้มาว่าท่านตั้งใจจะทำศึกกับอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ ท่านจะต่อสู้กับอะลีได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่ท่านไม่มีสถานภาพอันเก่าก่อน(ในอิสลาม) เหมือนอย่างอะลี ? ”มุอาวียะฮฺกล่าวว่า :  “ ใช่ว่าฉันจะกล่าวอ้างว่าฉันเสมอเหมือนด้วยอะลีในความประเสริฐก็หาไม่! แต่ว่าพวกท่านรู้หรือไม่ว่า อุษมานได้ถูกสังหารอย่างอยุติธรรม?”


พวกเขากล่าวว่า :  รู้สิ! มุอาวียะฮฺจึงกล่าวว่า : “เช่นนั้นเขาก็จงส่งมอบพวกที่สังหารอุษมานมาให้แก่เราเพื่อที่เราจะได้ยอมมอบเรื่องนี้  (การสัตยาบัน) แก่เขา” ( อิบนุ มุซาหิม : วักอะฮฺ ศิฟฟีน หน้า 97)


อัล-กอฎียฺ อิบนุ อัล-อะรอบียฺ ระบุว่าเหตุที่มีการสู้รบระหว่างพลเมืองชามกับพลเมืองอิรักนั้น กลับไปยังการมีท่าทีที่ต่างกันของทั้งสองฝ่าย พวกพลเมืองอิรักเรียกร้องให้มีการสัตยาบันต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และให้มีความเป็นปึกแผ่นในการปฏิบัติตามผู้นำ ส่วนพวกพลเมืองชาม เรียกร้องให้จัดการกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และพวกเขากล่าวว่า : “เราจะไม่ให้สัตยาบันแก่ผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกอาชญากร” ( อิบนุ อัล-อะรอบียฺ “อัล-อะวาศิม” หน้า 162 )


อิมาม อัล-หะรอมัยนฺ อัล-ญุวัยนียฺ กล่าวไว้ในตำรา “ลัมอุล-อะดิลละฮฺ” ว่า : แท้จริงมุอาวียะฮฺนั้น ถึงแม้ว่าท่านได้ทำการสู้รบกับท่านอะลี (ร.ฎ.) แต่มุอาวียะฮฺ ก็มิได้ปฏิเสธการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) และมิได้กล่าวอ้างการเป็นอิมามให้แก่ตัวของท่านเอง อันที่จริงมุอาวียะฮฺเพียงแต่ร้องขอตัวบรรดาผู้สังหารท่านอุษมาน โดยเข้าใจว่า ท่านเป็นฝ่ายถูก และท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายผิด ( อัล-ญุวัยนียฺ : ลัมอุลอะดิลละฮฺ ฟี อะกออิด อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ หน้า 115)


ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ กล่าวว่า : “ แท้จริงมุอาวียะฮฺไม่เคยกล่าวอ้างการเป็นเคาะลีฟะฮฺและไม่มีการให้สัตยาบันแก่มุอาวียะฮฺเลย จนกระทั่งท่านอะลี (ร.ฎ.) ถูกลอบสังหาร มุอาวียะฮฺมิได้สู้รบกับอะลีในฐานะที่ตนเป็นเคาะลีฟะฮฺ และมิได้ถือว่าตนมีความเหมาะสมในตำแหน่งนั้นเลย และปรากฏว่ามุอาวียะฮฺก็ยืนยันถึงสิ่งดังกล่าว แก่ผู้ที่มาถามตน”  (มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา เล่มที่ 35/77)


อิบนุ ดัยซีลฺ ได้รายงานว่า ท่านอบู อัดดัรดาอฺและอบูอุมามะฮฺ(ร.ฎ.) ได้เข้าไปพบมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และกล่าวว่า :  “โอ้มุอาวียะฮฺ ! เหตุใดเล่าท่านจึงจะสู้รบกับบุคคลผู้นี้ ( หมายถึงอะลี )?  ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า : “เขาเป็นมุสลิมมาเก่าก่อนหน้าท่าน และบิดาของท่าน และเขามีความใกล้ชิดกับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม) มากกว่าท่าน อีกทั้งเขาก็มีสิทธิ์ต่อตำแหน่งนี้มากกว่าท่าน”


มุอาวียะฮฺกล่าวว่า : ฉันจะสู้รบกับเขาบนหนี้เลือดของอุษมาน และเขาให้ที่พักพิงแก่พวกที่สังหารอุษมาน ท่านทั้งสองจงไปหาและจงกล่าวกับเขาเถิดว่า : เขาจำต้องให้พวกเรากิศอศ พวกที่สังหารอุษมานเสียก่อน หลังจากนั้น ฉันนี่แหละจะเป็นบุคคลแรกจากพลเมืองชาม ที่จะให้สัตยาบันแก่เขา” (อิบนุ กะษีร : อัล-บิดายะฮฺ เล่มที่ 7/360) รายงานต่างๆข้างต้นบ่งชี้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) พร้อมด้วยผู้ให้การสนับสนุนท่านได้เรียกร้องหนี้เลือดของท่านอุษมาน(ร.ฎ.)


และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็แสดงท่าทีชัดเจนต่อการเข้าสู่การให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) เมื่อมีการลงโทษบรรดาผู้กระทำผิด หากสมมติว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยึดเอาเรื่องการกิศอศมาบังหน้าในการสู้รบกับท่านอะลี (ร.ฎ.) เนื่องจากมีความทะเยอทะยานในอำนาจ อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าท่านอะลี(ร.ฎ.) สามารถดำเนินการลงโทษต่อบรรดาผู้กระทำผิดได้ตามคำเรียกร้อง แน่นอนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็จำต้องยอมจำนนต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) อยู่ดีนั้นเอง


เพราะท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยึดมั่นในท่าทีของท่านต่อกรณีการเรียกร้องดังกล่าวนับแต่ต้น และบรรดาผู้ที่ร่วมรบกับท่านมุอาวียะฮฺ(ร.ฎ.) นั้นก็ทำการสู้รบบนหลักการของการกิศอศกับบรรดาผู้สังหารของท่านอุษมาน(ร.ฎ.) เช่นกัน ถ้าหากว่าท่านมุอาวียะฮฺ(ร.ฎ.) มีสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่ในใจโดยไม่เปิดเผยให้รู้แต่แรก การมีท่าทีที่แอบแฝงเช่นนี้ก็จะต้องเผยออกมาในท้ายที่สุด และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ) ก็จะต้องพบกับอุปสรรคต่างๆนาๆ ที่ทำให้ท่านไม่สามารถบรรลุสู่เป้าหมายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ในใจหากว่าท่านมีความละโมบในตำแหน่งและอำนาจ ซึ่งท่านไม่มีสิทธิแต่อย่างใดในขณะนั้น


ประเด็นน่าคิดก็คือว่า สงครามระหว่างท่านอะลี(ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ณ ตำบลศิฟฟีนนั้นเกิดขึ้นหลังจากสมรภูมิอูฐ และในวันสมรภูมิอูฐนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 10,000 คน ในฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) 5,000 คน และในฝ่ายของท่านฏอลหะฮฺ(ร.ฎ.) และท่านอัซซุบัยรฺ(ร.ฎ.) 5,000 คน (อิบนุกะษีรฺ : อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ 7/256)  ถ้าหากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ประสงค์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากท่านอะลี (ร.ฎ.) จริงตามคำใส่ใคล้ก็ย่อมถือเป็นโอกาสที่เหมาะยิ่งในการช่วงชิงสถานการณ์ที่ได้เปรียบต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนถึง 5,000 คนหลังชัยชนะในสมรภูมิอูฐ ด้วยการยกทัพจากแคว้นชามของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)เพื่อโจมตีกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) มิให้ตั้งรับทันหรืออย่างน้อยก็เตรียมทัพไว้รับมือของท่านอะลี(ร.ฎ.)เสียทันที  เมื่อรับรู้ถึงการปลดท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ. )ด้วยการแต่งตั้งสะฮฺล อิบนุ หะนีฟ แทนของเคาลีฟะฮฺอลี (ร.ฎ.) ก่อนหน้านั้นแล้ว (อิบนุกะษีรฺ ; อ้างแล้ว 7/240)


แต่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)  ก็มิได้ทำการเคลื่อนไหวอันใดในเรื่องการศึกกับท่านเคาะลีฟะฮฺ (ร.ฎ.) การกลับกลายเป็นว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายที่มีเจตนายกทัพจากอิรักมุ่งสู่แคว้นชามนับแต่ก่อนเกิดสมรภูมิอูฐเสียอีก (อิบนุกะษีรฺ ; อ้างแล้ว 7/245)  


เหตุนี้พลเมืองในแคว้นชามจึงพากันกล่าวว่า : “อันที่จริง เราสู้รบกับอะลีนั้นเป็นการสู้รบเพื่อป้องกันตนเองและดินแดนของเรา แท้จริงอะลีเริ่มทำสงครามกับเราก่อน เราจึงต้องตอบโต้เขาด้วยการทำสงคราม ซึ่งเรามิได้เริ่มก่อน และเราก็มิได้ละเมิดต่ออะลีแต่อย่างใด” ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ก็เป็นที่รู้กันในกองทัพของท่านอะลี(ร.ฎ.)เช่นกัน เพราะ อัล-อัชตัรฺ อัน-นะเคาะอียฺ กล่าวว่า : “แท้จริงพวกเขาย่อมจะมีชัยเหนือพวกเรา เพราะพวกเราเป็นฝ่ายเริ่มทำสงครามกับพวกเขาก่อน” (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอ มิน มินฮาญิล อิอฺติดาล หน้า 261 , 274 )


อย่างไรก็ตาม กรณีการพิพาทที่นำไปสู่การทำสงครามรบพุ่งระหว่างเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) กับฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ในสมรภูมิศิฟฟีน ตลอดจนฝ่ายของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) ท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ในสมรภูมิอูฐ ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นของการวินิจฉั ย(อิจญติฮาด) ที่มองต่างมุมกัน แต่ละฝ่ายมีการตีความ (ตะอฺวีล) ที่สนับสนุนท่าทีของฝ่ายตน


ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยและการตีความของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จะมีความใกล้เคียงกับความถูกต้องและมีสิทธิอันชอบธรรมมากกว่าก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าถูกต้องอย่างสมบูรณ์ไปเสียทุกกรณี และอย่างน้อยการยอมรับคำเสนอแนะของท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.) บุตรชายของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในกรณีการย้ายศูนย์อำนาจของเคาะลีฟะฮฺออกจากนครมะดีนะฮฺไปยังนครกูฟะฮฺ ซึ่งท่านอัล-หะสัน(ร.ฎ.)ไม่เห็นด้วยก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับท่านเคาะลีฟะฮฺ


ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาผู้ที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน(ร.ฎ.)นั้นได้ร่วมสมทบอยู่ในกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) โดยเฉพาะพลเมืองบัศเราะฮฺและกูฟะฮฺเป็นส่วนหนึ่งจากกลุ่มอาชญากรดังกล่าว ดังนั้นเมื่อท่านอะลี (ร.ฎ.)ย้ายศูนย์อำนาจไปยังอิรักในนครกูฟะฮฺก็ย่อมทำให้พวกนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก เนื่องด้วยการตะอัศศุบของบรรดาชนเผ่าของพวกเขา (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอฯ หน้า 235-236)


หรือคำเสนอแนะของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ในการให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) คงตำแหน่งผู้ปกครองหัวเมืองเอาไว้เช่นเดิม จนกว่าจะเกิดเสถียรภาพที่มั่นคงเสียก่อน และให้รับรองการเป็นผู้ปกครองแคว้นชามของมุอาวียะฮ (ร.ฎ.) เอาไว้ดังเดิม ยิ่งไปกว่านั้นท่านอิบนุอับบาส (ร.ฎ.) ยังห้ามท่านอะลี (ร.ฎ.) มิให้ยอมรับข้อเสนอของพวกที่ทำดีกับท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการย้ายศูนย์อำนาจไปยังอิรัก และออกจากนครมะดีนะฮฺ แต่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ไม่เห็นด้วยกับคำเสนอแนะของท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ทั้งหมดข้างต้น (อิบนุกะษีรฺ: อัล-บิดายะฮฺ 7/239)


การสู้รบที่เกิดขึ้นทั้งในสมรภูมิอูฐและสมรภูมิศิฟฟีนตลอดจนการสู้รบกับพวกเคาะวาริจญฺนั้นเป็นที่มาของการวางกฎเกณฑ์นิติศาสตร์ว่าด้วยการสู้รบกับบรรดาผู้ละเมิด (กิตาลฺ อัล-บุฆอฮฺ) ซึ่งนักวิชาการระบุว่า : “หากไม่มีการสู้รบระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) กับบรรดาผู้ขัดแย้งแล้วไซร้ แน่นอนแนวทางในการสู้รบกับชาวชุมทิศ (อะฮฺลุล-กิบละฮฺ) ย่อมไม่เป็นที่รู้จักเป็นแน่แท้” ( อัล-บากิลลานียฺ : อัต-ตัมฮีด ฟี อัรรอดดิ อะลัล มุลหิดะฮฺ หน้า 229 )


กระนั้นการสู้รบกับเคาะลีฟะฮฺของชนรุ่นสะลัฟศอลิหฺ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุคต้นทั้งในกรณีของสมรภูมิอูฐ และสมรภูมิศิฟฟีน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการวินิจฉัยและการตีความที่ต่างกัน ก็มิได้ทำให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้นสิ้นสภาพจากการศรัทธาและความเป็นมุสลิมตลอดจนมิได้ทำให้พวกท่านเหล่านั้นสูญเสียสภาพของความเป็นผู้ผดุงธรรม (อัล-อะดาละฮฺ) แต่อย่างใด


ทั้งนี้ในอัลกุรอานได้ยืนยันรับรองถึงความมีศรัทธาของพวกเขาอยู่ดังเดิม ดังปรากฏในอายะฮฺ อัลกุรอาน ที่ว่า

وإن طائفتان من المؤمنين اقتتلوافأصلحوابينهما....الآية

“และหากว่า 2 กลุ่มจากเหล่าศรัทธาชนได้ทำการสู้รบกัน ดังนั้นพวกสูเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่าง 2 กลุ่มนั้นเถิด” ( อัล-หุญุรอต อายะฮฺที่19 )


ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองชามได้ทำการสู้รบกับท่านเคาะลีฟะฮฺ (ร.ฎ.) และได้ชื่อว่าเป็นผู้ละเมิด ( อัล-บุฆอฮฺ ) ก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) เนื่องจากอัลกุรอานได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ถึงความศรัทธาและความเป็นพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาของพวกเขาเอาไว้ ทั้งๆที่มีการสู้รบเกิดขึ้น (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอฯ หน้า 291, 292)


มีผู้ถามท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ถึงชาวสมรภูมิอูฐ ว่า : พวกเขาเป็นมุชริกหรือไม่?  ท่านอะลี(ร.ฎ.)  ตอบว่า : “พวกเขาหนีจากการชิริกต่างหาก!”  มีผู้กล่าวขึ้นอีกว่า : พวกเขาเป็นมุนาฟิกหรือไม่? ท่านอะลี (ร.ฎ.) ตอบว่า : “แท้จริงพวกมุนาฟิกจะไม่รำลึกถึงอัลลอฮฺนอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” มีผู้กล่าวขึ้นว่า : “พวกเขาคือใครเล่า?” ท่านอะลี (ร.ฎ.) ตอบว่า : “พวกเขาคือพี่น้องของเราที่ละเมิดต่อเรา” (อัล-บัยฮะกียฺ : อัสสุนัน อัล-กุบรอ เล่มที่8 หน้า 173 )


ส่วนกรณีสมรภูมิศิฟฟีน นั้น ท่านซัยดฺ อิบนุ อบีอัซซัรกออฺ รายงานจากญะอฺฟัร อิบนุ ซะบุรกอน จากมุอัมมัล อิบนุ อัล-อะศอม ว่า : ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า : “บรรดาผู้ถูกสังหารของฉันและบรรดาผู้ถูกสังหารของมุอาวียะฮฺ อยู่ในสวนสวรรค์” ( อัซซะฮฺบียฺ ; สิยัร อะอฺลาม อันนุบะลาอฺ เล่มที่ 4 หน้า 302)


ท่านอัมมาร อิบนุยาสิร ( ร.ฎ.) ได้กล่าวถึงสมรภูมิศิฟฟินตามรายงานของซิยาด อิบนุอัล-หาริษ ว่า “ฉันอยู่เคียงข้างอัมมาร อิบนุยาสิร ที่ศิฟฟีน หัวเข่าทั้งสองฉันสัมผัสหัวเข่าทั้งสองของเขา แล้วชายคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “ พวกพลเมืองชามเป็นผู้ปฏิเสธแล้ว” ท่านอัมมารจึงกล่าวว่า “พวกท่านอย่ากล่าวเช่นนั้น นบีของเราและนบีของพวกเขาเป็นคนเดียวกัน กิบละฮฺของเรากิบละฮฺของพวกเขาเป็นกิบละฮฺเดียวกัน แต่พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ถูกฟิตนะฮฺ พวกเขาเบี่ยงออกจากความถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องต่อสู้กับพวกเขาเพื่อให้พวกเขากลับสู่ความถูกต้อง ( อิบนุ อบีชัยบะฮฺ ; อัลมุศอนนัฟ เล่มที่ 15 หน้า 294 )


ท่าทีของท่านอัมมาร ( ร.ฎ.) ที่มีต่อท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และพลเมืองชามบ่งชี้ว่าท่านรับรองสถานภาพความเป็นมุสลิมของชาวศิฟฟีน ในขณะเดียวกันก็ถือว่าชาวศิฟฟินที่ต่อสู้กับเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายที่ผิดพลาดในการวินิจฉัยและตีความจึงนับเป็นหน้าที่ในการต่อสู้กับชาวศิฟฟีนในประเด็นของการสู้รบกับบรรดาผู้ละเมิด ( อัลบุฆอฮฺ ) ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่อัลกุรอานได้วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มชีอะอฺรอฟีเฎาะฮฺได้กล่าวหาและโจมตีท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)ว่าเป็นกาฟิรด้วยการสู้รบกับท่านอะลี ( ร.ฎ.)


และดูเหมือนว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จะตกเป็นเป้าในการโจมตีจากพวกชีอะฮฺมากที่สุดในบรรดาเศาะหาบะฮฺที่มีกรณีพิพาทกับท่านอะลี ( ร.ฎ.)- อับบาส อะลี อัลมูซาวีย์ได้กล่าวโจมตีท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)  ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรณ์ในหนังสือของเขาที่ชื่อ ชุบุฮาต เหาละ อัชชีอะฮฺ หน้า 131-142 และอาดิล อัลอะดีบ ในหนังสือของเขาที่ชื่อ อัลอะอิมมะฮฺ อัลอิษนาอะชัร หน้า73 เป็นต้นไป ซึ่งในบทความนี้คงไม่สามารถที่จะนำข้อมูลมาหักล้างได้เนื่องจากเรื่องนี้มีรายละเอียดมาก


แต่ถ้าจะกล่าวถึงข้อหักล้างสักหนึ่งประเด็นก็คงจะเพียงพอ กล่าวคือ  หากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองชามเป็นพวกกลับกลอกที่ซ่อนเร้นการปฎิเสธเอาไว้ในใจและศรัทธาไม่เคยย่างกรายเข้าสู่จิตใจของท่านมุอาวียะฮฺเลย และท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) เป็นผู้ที่ทำลายศาสนาอิสลามอย่างย่อยยับดังที่พวกชีอะฮฺกล่าวหาแล้วไซร้ ไฉนเลยท่านอิมาม อัล-หะสัน ( ร.ฎ.) จึงยอมประนีประนอมกับท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และยอมสละตำแหน่งด้วยการมุบายะอะฮฺต่อท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)  ในปีที่เรียกกันว่า “อามุลญะมาอะฮฺ”


เป็นไปได้หรือที่ท่านอิมาม อัลหะสัน ( ร.ฎ.) จะยอมสละตำแหน่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดเอาไว้แล้วแก่ลูกหลานของท่านอะลี ( ร.ฎ.) ตามความเชื่อของพวกชีอะฮฺ และนี่เป็นการสละตำแหน่งที่สำคัญที่สุดให้แก่ศัตรูของอิสลาม ซึ่งพวกชีอะฮฺเรียกขานท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) เช่นนั้น และการกระทำของอิมามมะอฺศูมนั้นถือเป็นสิ่งถูกต้องและเป็นตัวบทตามความเชื่อของชีอะฮฺ เหตุไฉนพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติตามการกระทำของท่านอิมามอัล-หะสัน ( ร.ฎ.) ซึ่งเป็นอิมามมะอฺศูม


หากพวกเขาจะแย้งว่าเหตุที่ท่านอิมามอัล-หะสัน ( ร.ฎ.) ต้องยอมทำเช่นนั้นก็เพื่อรักษาไว้ ซึ่งเลือดเนื้อของชาวมุสลิม ก็ต้องถามกลับไปว่า การเสียสละเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อมุสลิมจะต้องเผชิญกับการทำลายล้างอิสลามและบิดเบือนคำสอนที่บริสุทธิ์ด้วยน้ำมือของทรราชย์ผู้ปฎิเสธศรัทธาอย่างที่พวกชีอะฮฺกล่าวหาท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และคำว่ามุสลิมสำหรับความเชื่อของพวกชีอะฮฺก็คือผู้ที่ยอมรับในตำแหน่งวะศียฺของท่านอิมามอะลี ( ร.ฎ.) และลูกหลานของท่านเท่านั้น เป็นการยากที่จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนจากฝ่ายชีอะฮฺในเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้หน้ากระดาษที่กล่าวถึงชีวประวัติของอิมามท่านที่  2 ( คือท่านอัลหะสัน) มีน้อยมากเมื่อเทียบกับอิมามท่านอื่นในตำราของพวกเขา


ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอย้ำเตือนผู้อ่านด้วยหลักศรัทธาของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ว่าการหลีกเลี่ยงจากการพูดถึงกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในหมู่เศาะหาบะฮฺเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด และเรามีความรักในบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม)) ทุกท่าน และเราเชื่อว่าท่านเหล่านั้นมีความรักในระหว่างกัน


ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งข้อพิพาทเหล่านั้นพวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มือของพวกเรามิได้เปื้อนเลือดแม้เพียงหยดเดียว ท่านเหล่านั้นได้กลับไปสู่ผลของการกระทำที่ประพฤติเอาไว้แล้ว อัลลอฮฺไม่ถามพวกเขาถึงการประพฤติของพวกเราฉันใด พระองค์ก็ไม่ทรงถามพวกเราถึงสิ่งที่พวกท่านเหล่านั้นได้ประพฤติเอาไว้ฉันนั้น


และพวกเราจะไม่เลยเถิดในความรักที่มีต่อท่านเหล่านั้นเยี่ยงพวกอัรรอฟีเฎาะฮฺ และเราจะไม่ปฏิเสธคุณงามความดีและคุณูปการของท่านเหล่านั้นที่มีต่ออิสลาม และมุสลิม และเราจะโกรธเคืองทุกผู้ทุกนามที่กล่าวปรามาสและชิงชังอาฆาต ต่อท่านเหล่านั้น ดังเช่นการกระทำของพวกเคาะวาริจญฺ และพวกอันนะวาศิบที่กล่าวหาว่าท่านอะลี(ร.ฎ.) เป็นกาฟิรด้วยการยอมรับการตัดสินของอนุญาโตตุลาการจากสองฝ่าย และพวกอันนะวาศิบที่จงเกลียดจงชังต่ออะฮฺลุลบัยตฺ ความรักที่มีต่อท่านเหล่านั้น คือความดีงาม และศรัทธา การชิงชังต่อท่านเหล่านั้นคือ การเนรคุณ การละเมิด และความกลับกลอก


และขอพระองค์ทรงให้พวกเราสิ้นชีวิตไปจากโลกนี้พร้อมด้วยความรักที่มีต่อเหล่าเศาะหาบะฮฺทุกผุ้ทุกนาม และขอให้เราฟื้นคืนชีพในหมู่ผู้ประพฤติดีเหล่านั้นด้วยเทอญ


والله ولى التوفيق

บทความลงในหนังสือไคโรสาร


หนังสืออันดาลุส


เปิดรับบริจาค
เป็นค่าเช่าพื้นที่เว็บ
ทางเว็บมีค่าใช้จ่าย
เดือนละ
1000 บาท

บทความพิเศษ

ผู้เยี่ยมชม

เรามี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


dream weaver tracker

จำนวนผู้เยี่ยมชม (Unique Visits Only) ตั้งแต่ 13 มิถุนายน 2551  |  พื้นที่และระบบโดย youngcyber